คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความเพื่อสุขภาพจิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความเพื่อสุขภาพจิต แสดงบทความทั้งหมด

2551-07-30

ช่วยด้วย!!! ฉันเครียดจนตัองไปหาหมอโรคจิต...

“เครียด” ใครๆ ก็เป็นได้ทั้งนั้น คงไม่มีใครที่จะมีความสุข ร่าเริงได้ตลอดเวลา ยิ่งปัญหาการบ้าน การเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคงปลอดภัย รุมเร้าน่าปวดหัวขนาดนี้ บางคนเจอเรื่องเครียดๆ มามากถึงขนาดจิตตกเป็นโรคเครียด ต้องวิ่งไปหาจิตแพทย์ช่วยกันเลยทีเดียว
สำหรับสังคมไทยการตกที่นั่งผู้ป่วยที่ต้องไปพบจิตแพทย์เป็นประจำคงไม่ใช่เรื่องปกติสักเท่าใดนัก ต้องปิดๆ บังๆ ไม่ให้ใครรู้ มิเช่นนั้นอาจจะถูกโยนตำแหน่งอันไม่ทรงเกียรติและถูกแบน ในฐานะ “คนโรคจิตหรือเป็นบ้า” ได้ แต่คุณรู้มั้ยว่าตามประเทศที่เค้าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่เจริญแล้ว การไปพบหรือปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยานับเป็นเรื่องปกติและควรทำมากๆ ยิ่งในประเทศของเราคนที่มักจะต้องไปหาจิตแพทย์บ่อยๆ บางทีก็เป็นคนเก่ง มีฐานะ หน้าที่การงานทางสังคมทั้งนั้น
คราวนี้เรามาดูกันสิว่าคุณเครียดระดับที่ควรจะไปหาจิตแพทย์แล้วหรือยัง? โปรดคลิ๊กที่นี่
เครียดแค่ไหนถึงเกินลิมิตต้องให้หมอช่วยลองสังเกตดูนะ

2551-07-20

ระวัง! นอนไม่อิ่มเซ็กซ์ถดถอย


มีรายงานออกมาว่า คนอเมริกันจำนวนมากนอนไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดปัญหาครอบครัว การทำงานผิดพลาด หรือแม้กระทั่งละเลยการมีเพศสัมพันธ์!


จากการศึกษาล่าสุดของ National Sleep Foundation พบว่า 75% ของผู้ใหญ่ในอเมริกา มีปัญหาเรื่องการง่วงเหงาหาวนอน เพราะระหว่างที่นอนมักตื่นกลางดึกบ่อย และบางรายมีอาการกรน แต่คนส่วนใหญ่ก็ละเลยที่จะให้ความสนใจในปัญหานี้ริชาร์ด เกลูล่า (Richard Gelula) ผู้บริหารของ National Sleep Foundation บอกว่า “คนครึ่งประเทศนอนหลับดี แต่อีกครึ่งหนึ่งมีปัญหาเรื่องการนอน”


คำถามก็คือ “แล้วจะโทษอะไรดี? และมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร?” จากการสำรวจผู้ใหญ่ 1,500 คน พบว่า 87% จะดูโทรทัศน์ 1 ชั่วโมงก่อนนอน 47% มีเพศสัมพันธ์ก่อนนอน และ 64% อ่านหนังสือก่อนนอน ในจำนวนผู้ตอบแบบสำรวจนั้น มีเพียงส่วนน้อยที่บอกว่า พวกเขานอนหลับสบายตลอดคืน ทำให้สรุปได้ว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่นอนหลับไม่เพียงพอนอกจากนั้น ยังพบข้อมูลอีกว่า เกือบ 1 ใน 4 ของผู้ที่แต่งงานแล้วมีเพศสัมพันธ์กันน้อยลง หรือไม่สนใจในเรื่องนี้เลย เพราะรู้สึกง่วงนอนมากเกินไป ทาง National Sleep Foundation จึงแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรได้รับการนอนอย่างพอเพียง ระหว่าง 7-9 ชั่วโมงในแต่ละคืน ขณะที่ผลการสำรวจพบว่า เวลานอนโดยเฉลี่ยของคนอเมริกันอยู่ที่ 6.9 ชั่วโมงในรายงานยังระบุอีกว่า 60% ของผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะ ยอมรับว่าพวกเขาง่วงนอนระหว่างการขับขี่ และ 4% บอกว่าเคยประสบอุบัติเหตุหรือเกือบจะประสบอุบัติเหตุ เพราะเหนื่อยและง่วงขณะขับรถ เกือบ 30% ของพนักงานรับจ้างบอกว่า เคยทำงานพลาดเพราะความง่วงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และ 77% บอกว่าคู่นอนมีปัญหาในการนอนและการกรนดร. ไมเออร์ ครีเกอร์ (Dr.Meir Kryger) ผู้อำนวยการของ Sleep Disorders Center ที่ศูนย์วิจัยโรงพยาบาล St.Boniface บอกว่า เมื่อคู่สมรสต้องการจะแยกกันนอน สาเหตุมักเป็นเพราะปัญหาการนอนของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งการกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้าย และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งคู่ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการศึกษาพบอีกว่า มากกว่า 3 ใน 4 ของชาวอเมริกันนอนหลับไม่ดีเลย และมันก็เริ่มส่งผลต่อความสัมพันธ์ของคู่สมรส เพราะพวกเขารู้สึกง่วงเกินกว่าจะมีกิจกรรมใดๆ ก่อนนอน โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ ขณะที่มีเพียง 8% เท่านั้น บอกว่าพวกเขานอนหลับสบายดี และมีเพศสัมพันธ์กันตามปกติรู้อย่างนี้แล้วขอให้ทุกคนนอนหลับอย่างเพียงพอ เพื่อการมีเพศสัมพันธ์อย่างพอเพียง รวมทั้งการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

2551-07-14

Burn-Out Syndrome ภัยเงียบของคนทำงาน

เหนื่อยล้า เพลียทั้งกายและใจเหมือนแบตเตอรี่หมด เพราะทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบไม่ได้สนุสนานกับชีวิต นี่คืออาการของคนที่ทำงานโอเว่อร์ อดีตดารานักเทนนิสชาวเยอรมัน สเตฟฟี่ กราฟ ต้องเลิกเล่นเทนนิสเมื่อเธอมีครอบครัวและลูกๆ ที่ต้องดูแล
ทั้งนี้ผู้หญิงที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาทั้งในบ้านและนอกบ้านมักจะมีความเสี่ยงกับภาวะ Burn-Out Syndrome ได้ง่าย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าทุกคนมีอาการ Burn-Out Syndrome ไม่มากก็น้อย สอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่ะ
Q : Burn-Out หมายถึงอะไร
A : หมายถึงการทำงานหนักเกินไป และไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการ เช่น สมองไม่แล่น ความจำไม่ดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรง นอนไม่หลับเหมือนเครื่องยนต์ที่วิ่งไม่หยุด จนทำให้เครื่องร้อนจนหม้อน้ำเดือด คือถ้าเป็นคนก็หมายถึงหมดไฟ ทำงานจนหมดพลัง ไม่มีประจุเก็บไว้ใช้งานอีก นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เฮร์เบิร์ตเจ ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ ได้นำชื่อ Burn-Out มาใช้ในการรักษาทางจิตเวชเมื่อปี 1974 ซึ่งก็คือโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งมักเกิดกับคนที่ตั้งความหวังไว้สูงเกี่ยวกับตัวเองและต้องการความเพอร์เฟ็กต์ จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจ

Q : สัญญาณเริ่มแรกของโรค Burn-Out เป็นอย่างไร
A :รู้สึกเบื่องาน นอนไม่หลับ เครียดไม่มีความสุข ไม่สนุกกับงาน คือต้องแยกจากโรคซึมเศร้าและโรคเครียดซึ่งมีอาการคล้ายๆ กัน แต่มีสาเหตุที่แตกต่างกัน อย่างโรคเครียดก็ต้องมีสาเหตุที่ชัดเจน เช่น เครียดจากเศรษฐกิจ เครียดเรื่องลูก กลัวภรรยาหรือสามีไม่ได้ดังใจ หรือภรรยากลัวสามีไปมีผู้หญิงอื่น หรือผู้ชายอาจหึงหวงภรรยาสาวสวย ลูกเรียนไม่ดีก็ทำให้พ่อแม่กลุ้มใจ
A : ส่วนอาการซึมเศร้าก็จะมีสาเหตุที่ทำให้เศร้าเช่นการสูญเสียไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินเงินทอง หน้าที่การงาน ตำแหน่ง ฯลฯ อีกส่วนหนึ่งของโรคซึมเศร้าก็เกิดจากสารเคมีในสมองผลิตน้อยเกินไปหรือจากกรรมพันธุ์ พอถึงเวลาเป็นก็จะเป็นขึ้นมาส่วนโรค Burn-Out จะเกี่ยวกับการทำงานโอเว่อร์เกินไปใช้เวลาทำงานเยอะเกินไป คือมีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
Q : ทำไมจึงเกิดอาการ Burn-Out ได้
A : เมื่อคนเราทำงานมากกว่าสัดส่วนนี้ได้ คือเราควรทำงานแล้วก็พัก เช่น เวลาทำงานหนึ่งชั่วโมง เราก็ควรใช้สมอง 45 นาที แล้วก็พัก 10-15 นาที สมองก็จะได้พัก ได้ขจัดเมตาบอลิซึ่ม ของเสียต่างๆ ออกไป หมุมเวียนเอาวัตถุดิบเข้ามาใหม่ ควรหมุมเวียนเช่นนี้ทุกๆ ชั่วโมง การงานก็เหมือนกันทั่วโลก เค้าทำงานกัน 5 วัน พัก 2 วัน ในสัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้า Burn-Out นี่มันไม่ได้สัดส่วนที่ควรเป็นตามที่ธรรมชาติต้องการ คือทำงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาหยุดพัก หรือหยุดพักไม่เพียงพอก็จะหมดเรี่ยวแรงหมดพลัง

Q : ถ้าเราปล่อยให้ Burn-Out ไปเรื่อยๆ จะส่งผลอย่างไร
A :ก่อให้เกิดโรคที่เป็นไปได้มากกว่า 100 โรค สุดท้ายก็ก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคเกี่ยวกับหู โรคหัวใจ หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต สัญญาณแรกก็คือหมดพลัง หมดความกระตือรือร้น เฉื่อยชา บางคนอาจเป็นโรคซึมเศร้าตามมาได้ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ความจำแย่ลง ขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย ร่างกายอ่อนเปลี้ย ไม่ค่อยมีแรง นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ประสาทเครียด ความดันโลหิตสูง มีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อสูง ซึ่งส่วนมากคนที่เป็นโรค Burn-Out ก็มักหาทางออกปลอบจิตตัวเองด้วยการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป กินยานอนหลับ กินอาหารมากเกินไป และสูบบุหรี่มากเกินไป
Q : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเริ่มเป็น Burn-Out แล้วนะ
A : เริ่ม รู้สึกว่าการทำงานไม่เหมือนเดิม สมาธิในการทำงานและความตั้งใจในการทำงานต่างๆ ลดลง มีอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่นความจำไม่ดี นอนไม่ค่อยหลับ ซึ่งต้องมีสาเหตุมาจากการทำงานที่โอเว่อร์เกินไป ไม่ได้หมายถึงสาเหตุอื่นๆ

Q : ผู้หญิงไทยก็น่าจะเสี่ยงกับการเป็น Burn-Out Syndrome เพราะต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน วันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ได้หยุด
A : ใช่ ครับ จริงๆ แล้วคนไทยมักมีอาการ Burn-Out โดยไม่รู้ตัว เพราะคนไข้ที่มาพบจิตแพทย์ส่วนใหญ่มักเลยเถิดไปถึงโรคซึมเศร้า แล้วนอกจากนี้ สังคมและวัฒนธรรมไทยมีส่วนทำให้ผู้หญิงต้องยอมรับ ต้องเงียบๆ หัวอ่อน ไม่มีปากเสียง โอกาสจะเข้าข่ายเป็น Burn-Out ก็จะสูง การที่ผู้หญิงต้องแบกภาระมากมาย ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเป็นโรคจิต โรคเครียด โรคประสาทเยอะกว่าผู้ชาย
A : ทางจิตเวชผู้หญิงจึงมีมากกว่าผู้ชายสองเท่า บางโรคสามสี่เท่า ฉะนั้น คนไทยในสังคมเมืองจึงมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงมาก และมักเป็นกับคนวัยทำงานและกับวัฒนธรรมการทำงาน อย่างเช่นในประเทศญี่ปุ่นทำงานกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 2-3 ทุ่ม ด้วยเหตุนี้ ชายญี่ปุ่นจึงเข้าคลับบาร์หรือเล่นเกมหลังเลิกงาน ไม่ตรงกลับบ้านเพราะเครียดกับงานมาก
Q : เราควรรักษาอาการ Burn-Out ของตัวเองอย่างไร
A : ให้ ความสมดุลกับจิตใจ เช่น ตรึกตรองว่าฉันได้พลังมาจากไหนแล้วฉันจะใช้พลังเพื่ออะไรบ้าง คุณภาพชีวิตของฉันเป็นอย่างไร ระหว่าง 0 (แย่มาก) และ10 (ดีมาก) ปัจจัยใดที่ก่อให้เกิดความเครียดแล้ว ฉันจะหลีกเลี่ยงความเครียดได้อย่างไร ฉันใช้จ่ายเงินอย่างไร จุดมุ่งหมายก็คือการมีความสุขในชีวิตมากขึ้น เราควรใส่ใจกับร่างกายและจิตใจของตัวเอง
A : ข้อ แนะนำก็คือ การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เช่น จ๊อกกิ้งหรือขี่จักรยาน หรืออกกำลังกายกับหมู่คน เช่น เล่นวอลเลย์บอลและเทคนิคการผ่อนคลายอื่นๆ หรือการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ
Q : แล้วจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากจิตแพทย์หรือไม่
A : จริงๆ แล้วไม่จำเป็นก็ได้ แต่การได้พูดคุยกับจิตแพทย์ก็จะช่วยทำให้มองเห็นการแก้ปัญหาของตัวองได้ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเริ่มที่สมอง สิ่งสำคัญก็คืออย่าให้ขาดอารมณ์ขัน พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่มีความหวังกับอดีต แต่มีความหวังกับอนาคตเท่านั้น
ข้อมูลจาก Lisa Weekly ฉบับวันที่ 2 เมษายน 2551

2551-07-01

เพื่อสุขภาพตา!!!

อยู่หน้าจอนานๆ ควรพักสายตาทุกๆ 1-2ชม. อย่างน้อย10นาที
ใครๆที่สายตาอ่อนล่ามานาน ก่อนจะพักสายตา ชมภาพต่อไปนี้
เพื่อคลายความอ่อนล้าของดวงตา และจิตใจได้

ไปดูสาวงามผู้เข้าประกวด Miss Univerce 2008 กันดีกว่า เพื่อสุขภาพตา>> คลิ๊กที่นี่




2551-06-26

ตรวจนิสัย-ทำนายแนวโน้มสุขภาพ..

คนขี้อายมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส

เดลิเมล์ – ผลวิจัยใหม่บ่งชี้ลักษณะนิสัยสามารถทำนายแนวโน้มสุขภาพ ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่าคนที่มีนิสัยไม่เป็นมิตร
ชอบแข่งขัน และใจร้อน มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคหัวใจ แต่ล่าสุดนักวิจัยค้นพบว่าลักษณะนิสัยอื่นๆ สามารถเชื่อมโยงไปถึงปัญหาสุขภาพด้วยเช่นกัน ตั้งแต่โรคแผลในกระเพาะอาหาร การติดเชื้อไวรัส ไปจนถึงโรคพาร์คินสัน
ดร.ดีน เฮเมอร์ จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่าปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นว่า ประสบการณ์ในช่วงเริ่มต้นชีวิตมีบทบาทสำคัญต่อลักษณะนิสัยของคนเรา ขณะเดียวกัน ลักษณะนิสัยก็เชื่อมโยงกับพันธุกรรม
แม้ยังไม่สามารถระบุชัดเจนว่า ลักษณะนิสัยเพิ่มความเสี่ยงต่อบางโรคหรือช่วยปกป้องจากบางโรคได้อย่างไร แต่งานวิจัยมากมายรายงานถึงความเกี่ยวโยงระหว่างลักษณะนิสัยต่างๆ กับแนวโน้มการเกิดโรคไว้ดังนี้

ใจร้อน
เชื่อกันว่าคนใจร้อนเสี่ยงประสบอุบัติเหตุ แต่อันตรายต่อสุขภาพที่แท้จริงของคนที่มีนิสัยแบบนี้คือ โรคแผลในกระเพาะอาหาร
นักวิจัยจากอินสติติวท์ ออฟ ออกคิวเปชันนัล เฮลท์ของฟินแลนด์ ศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 4,000 คน และพบว่าคนที่หุนหันพลันแล่นมีความเสี่ยงโรคนี้สูงกว่าคนอื่นๆ 2.4 เท่า ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเกิดจากการที่คนใจร้อนตอบสนองต่อความเครียดด้วยการผลิตกรดออกมามากว่าปกติ และเป็นสาเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหาร
นอกจากนั้น นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเวลส์ยังพบว่า นิสัยขี้โมโหเกี่ยวพันกับปัญหาในการควบคุมการกินอาหาร

ร่าเริง
ผลการศึกษาที่สร้างความประหลาดใจมากที่สุดคือ คนร่าเริงมีอารมณ์ขันมีแนวโน้มเสียชีวิตตั้งแต่วัยผู้ใหญ่ต้นๆ
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียชี้ว่า ทฤษฎีหนึ่งก็คือ คนอารมณ์ดีมักประเมินอันตรายในชีวิตต่ำ และมักมีปัญหาในการรับมือกับสิ่งที่ไม่เป็นไปดังคาด

ขี้กังวล
คนขี้กังวลมีแนวโน้มความดันโลหิตสูงกว่าคนปกติสามเท่า การศึกษาของมหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น แอริโซนาชี้ว่า สาเหตุอาจมาจากฮอร์โมนความเครียด
ขณะเดียวกัน ผู้หญิงที่ขี้กลัว เช่น กลัวความสูง มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตและคลอเรสเตอรอลสูง
ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาของมหาวิทยาลัยแอนต์เวิร์ป เบลเยียม ยังพบว่า 27% ของคนขี้กังวลเสียชีวิตภายในช่วงเวลา 10 ปีของการรับการบำบัดโรคหัวใจ เทียบกับ 7% ของคนอื่นๆ

ก้าวร้าว
งานวิจัยหลายฉบับระบุว่า คนที่ไม่เป็นมิตรมีแนวโน้มมีปัญหาสุขภาพรุนแรงหลายโรค เช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากสก็อตแลนด์ที่ระบุว่า อาการหลอดเลือดแข็งมักพบกับคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้
งานศึกษาอีกชิ้นจากอเมริกาแสดงให้เห็นว่าคนที่มีนิสัยก้าวร้าวเสี่ยงที่จะมีอาการอักเสบเรื้อรังทั่วร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคมากมาย เช่น โรคหัวใจ สาเหตุอาจเนื่องมาจากการมีโปรตีนในระบบภูมิคุ้มกันที่เชื่อมโยงกับการอักเสบสูงกว่าคนปกติ
อีกทฤษฎีหนึ่งอธิบายว่า คนที่ก้าวร้าวมักตอบสนองต่อความเครียดทั้งทางร่างกายจิตใจอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น ส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอเพิ่มเติมว่า คนที่ชอบกราดเกรี้ยวใช้เวลาเยียวยาบาดแผลนานกว่าปกติ ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นจากอเมริกาชี้ว่า คนก้าวร้าวมีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการซึมเศร้ารุนแรงกำเริบ

ขี้อาย
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียระบุว่า คนขี้อายมีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัส โดยในการศึกษาจากสัตว์พบว่า สัตว์ที่ชอบอยู่รวมกับฝูงมีต่อมน้ำเหลืองที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าสัตว์ที่ขี้อาย
อนึ่ง ต่อมน้ำเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย มีหน้าที่ช่วยทำลายเชื้อโรคที่สามารถแพร่เชื้อ เช่น เชื้อไวรัส และแบคทีเรีย

มองโลกแง่ดี
คนที่มองโลกสวยงามเสมอมีแนวโน้มอายุยืนกว่าคนที่มองโลกอับเฉาเฉลี่ย 7.5 ปี ทั้งนี้ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
ขณะที่นักวิจัยของมหาวิทยาลัยวาเกนนิงเกน เนเธอร์แลนด์ ชี้ว่าคนมองโลกแง่ดีมีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยจากโรคน้อยลง 55%
ทฤษฎีที่อธิบายเรื่องนี้คือ การมองโลกแง่ดีอาจทำให้คนพึงพอใจกับการมีชีวิตอยู่มากขึ้น หรืออาจมาจากความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งทั้งสองอย่างทำให้ระดับคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนความเครียดลดลง
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน สหรัฐฯ สำทับว่าการมองโลกในแง่ดีช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และปกป้องความเครียดทางจิตใจ และงานวิจัยอีกชิ้นที่ติดตามผลนาน 30 ปีระบุว่า คนที่มองโลกแง่ดีมีแนวโน้มต่ำที่จะพิการและมีอาการเจ็บปวดเรื้อรัง

เงียบขรึม
คนที่มีอาการซึมเศร้านอกจากจะประสบปัญหาทางอารมณ์แล้ว ยังถูกปิดกั้นทางความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นในการเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังระบุว่า หากคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ จะมีอัตราเสียชีวิตสูงขึ้น
สาเหตุสืบเนื่องมาจากปัญหาในการควบคุมฮอร์โมนความเครียด ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูง และเส้นเลือดอุดตัน ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ผู้ที่มีลักษณะนิสัยแบบนี้ยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต้องทำงานหนัก จึงมีการอักเสบมากขึ้น และเป็นอันตรายต่อเส้นเลือด

รอบคอบ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียระบุว่า นี่เป็นลักษณะนิสัยที่เกี่ยวโยงกับการมีอายุยืนมากที่สุด ขณะที่นักวิจัยของมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมของอังกฤษ สำทับว่าการมีอายุยืนน่าจะเป็นผลพวงจากการพยายามรักษาระดับความดันโลหิตและคลอเรสเตอรอล โดยการมีไลฟ์สไตล์ที่ถูกสุขอนามัย

ประสาท
คนที่มีอาการประสาทมักเกี่ยวข้องกับโรคหอบหืด ปวดศรีษะ แผลในกระเพาะอาหาร และโรคหัวใจ
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแจงว่า คนที่มีนิสัยแบบนี้ชอบโทษตัวเอง และเป็นปฏิปักษ์มากกว่าพยายามขอความช่วยเหลือและกำลังใจจากคนอื่น จึงมีแนวโน้มเครียดสูง ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันด้อยประสิทธิภาพ และอ่อนแอต่อโรค หรืออาจเป็นเพราะคนที่มีอาการทางประสาทมักซึมเศร้า ซึ่งมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงเช่นเดียวกัน

เปิดเผย
คนแบบนี้ไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิลานพบว่า คนที่ชอบเปิดเผยยังหายจากโรคเร็วขึ้น และมีแนวโน้มน้อยที่จะติดเชื้อ
คำอธิบายหนึ่งคือ คนประเภทนี้มีไหวพริบในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จึงมีระดับฮอร์โมนความเครียดต่ำ และมักไปหาหมอเมื่อรู้สึกไม่สบาย
กระนั้น งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยยามากาตะในญี่ปุ่นเตือนว่า คนชอบเปิดเผยมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนมากกว่าคนที่มีอาการทางประสาท ซึ่งอาจเกิดจากชอบเข้าสังคมที่ทำให้โอกาสในการสังสรรค์รับประทานอาหารเพิ่มมากขึ้น

มองโลกแง่ร้าย
คนแบบนี้มีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับคนที่มองโลกแง่ดี
ดร.เจมส์ โบเวอร์ จากมาโย คลินิกในอเมริกา ยังพบว่าคนที่มองโลกแง่ร้ายและมีความกังวลสูง มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเป็นโรคพาร์คินสันในวัยชรา

2551-06-24

6 วิธีทำลายสมอง



วงการวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบวิธีต่างๆ มากมาย ที่จะทำให้คนเราใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็พบว่า สมองมนุษย์ถึงแม้จะวิเศษเพียงใด แต่ก็เปราะบางอ่อนไหวต่อสิ่งกระตุ้น ทั้งที่เป็นสารเคมีที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและกัมมันตภาพรังสี และที่เสมือนหนึ่งไม่มีตัวตน แต่มีผลอย่างสำคัญต่อสมองคือ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก

ปัจจุบันมีคู่มือหรือวิธีมากมายที่จะกระตุ้นการใช้สมองของคนเราโดยทั่วไปให้มีประสิทธิภาพ แต่ในวันนี้จะขอกล่าวถึงสิ่งตรงกันข้ามคือ คู่มือหรือวิธีที่จะทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ด้วยความหวังว่า บ่อยๆ ที่คนเรามักจะ "จำ" ข่าวร้าย หรือคำเตือนถึงวิธีการที่ส่งผลร้ายต่อตนเองได้มากกว่าข่าวดี หรือคำแนะนำถึงวิธีการที่ดี ต่อไปนี้จะเป็น 6 วิธีทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง …


1. โกหกเป็นประจำ
การโกหกเป็นประจำทำให้สมองต้องทำงานหนักกว่าปกติ จริงๆ แล้วสมองของคนเรายิ่งทำงานหนักก็ยิ่งดี และมีข้อมูลจากการศึกษาทดลองทั้งกับสัตว์ทดลองและกับมนุษย์เองโดยตรงที่สนับสนุนเรื่องนี้ แต่การทำงานหนักของสมองมีอยู่ 2 อย่างคือ

1.1 ทำงานหนักในด้านดี ด้านสร้างสรรค์ ซึ่งการใช้สมองทำงานหนักในด้านสร้างสรรค์เท่านั้น จึงจะทำให้สมองมีประสิทธิภาพดียิ่งๆ ขึ้นไป

1.2 ทำงานหนักในด้านไม่ดี ไม่สร้างสรรค์ อย่างคนที่ชอบโกหกเป็นวิสัย สมองต้องทำงานหนักเป็นพิเศษในการที่จะต้องพยายามจำสิ่งที่ได้โกหกเอาไว้ และก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้สมองทำงานหนักอย่างไม่สร้างสรรค์


2. คิดในทางไม่ถูกต้อง
การใช้สมองคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง เป็นอีกวิธีหนึ่งของการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ การคิดในทางที่ไม่ถูกต้อง คือ ผิดทำนองคลองธรรม ผิดกระบวนการ ผิดจริยธรรม ผิดจรรยาบรรณ ผิดกฎหมาย เช่น การคิดหาทางร่ำรวยทางลัด การเจริญก้าวหน้าในด้านอาชีพโดยวิธีการทางลัด หรือทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นการคดโกง การประจบผู้บังคับบัญชา การวางแผนทำลายเพื่อนร่วมงานเพื่อตนเองจะได้รับตำแหน่งแทน เหล่านี้เป็นวิธีที่แน่นอนอีกวิธีหนึ่งในการทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง


3. หมกมุ่นอบายมุข
การคิดหมกมุ่นอยู่กับอบายมุข เช่น การพนัน คลั่งหวย ฯลฯ ทำให้สมองต้องทำงานหนักทั้งเวลาตื่นและหลับ เพราะเวลาตื่นก็จะหมกมุ่นหาแต่อาจารย์ดัง เลขเด็ด ตีความหมายของการฝันให้เป็นตัวเลข เวลาหลับก็จะฝันแต่เรื่องเป็นตัวเลข พบเห็นสิ่งผิดปกติในธรรมชาติก็จะคิดเป็นตัวเลข การหมกมุ่นกับอบายมุขทำลายทั้งประสิทธิภาพการทำงานของสมองและคุณภาพชีวิต


4. (เจ้า) คิด (เจ้า) แค้น
คนเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นประจำจะมีสภาพเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ไม่เป็นมงคล สมองจะถูกทำลายเสมือนหนึ่งถูกอาบด้วยยาพิษเป็นประจำ ก็จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลในการทำลายสมอง


5. เครียด ฟุ้งซ่าน
ความเครียด ความฟุ้งซ่าน ทำให้สมองต้องทำงานหนักอย่างผิดทาง ทำให้สมองหลั่งสารหรือขาดสารบางอย่างที่หล่อเลี้ยงและกระตุ้นให้สมองได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดอาการซึมเศร้าหรือฟุ้งซ่านอย่างหนัก ถึงขั้นขาดสติยั้งคิดทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย


6. ไม่ยอมคิด
ตรงกันข้ามกับคนที่คิดมากอย่างผิดทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงอย่างหนัก ก็คือคนที่ไม่ยอมคิดอะไรเป็นพิเศษขึ้นมาเลย นอกเหนือไปจากการคิดเพื่อชีวิตอยู่ไปวันๆ เช่น การกินอาหาร การทำงานตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น ดูเผินๆ อาจดูคล้ายผู้บรรลุในสัจจะแห่งชีวิตและธรรมแบบ "เต๋า" แต่...ความว่างเปล่าของสมองนั้นแตกต่างอย่างมากกับผู้บรรลุแบบ "เต๋า"


....ยังมีอีกหรือไม่ วิธีทำลายประสิทธิภาพการทำงานของสมอง?

คำตอบคือ มี! ....แต่ 6 วิธีที่กล่าวถึงนี้ เป็นวิธีที่ต้องระวังกันมากที่สุด!

2551-06-23

รองเท้า ..ที่ไม่พอดี




วันหนึ่ง .........ฉันอยากได้รองเท้า
ฉันเดินเข้าไปในร้านที่มีรองเท้าหลากสี-หลายแบบวางเรียงราย

ร้านแล้วร้านเล่า แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รองเท้าถูกใจกลับไปด้วยแม้แต่คู่เดียว เลือกแล้ว เลือกอีก จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้ากระจกร้านหรูแห่งหนึ่ง รองเท้าส้นสูงสีส้มคู่นั้นสะท้อนเงาเฉิดฉายผ่านกระจกออกมาแตะตาฉันตั้งแต่แรกเห็น มันช่างเป็นรองเท้าที่สวยจนอยากมีไว้ประดับคู่เท้าในทุกย่างก้าว โดยไม่รอรี......ฉันเดินตรงลิ่วเข้าไปหามัน แม้ป้ายราคาเล็ก-เล็กที่ติดเอาไว้จะบอกราคาที่ไม่เล็กนัก แต่ฉันไม่ลังเลสักนิดเดียวที่จะจ่ายเงินจำนวนนั้นออกไปเพื่อให้ได้รองเท้าที่ถูกใจที่สุดในวันนี้

"แน่นนิดนึงนะคะ...มีคู่ใหม่ที่ใหญ่กว่านี้มั้ย" ฉันถามพนักงานขายขณะที่กำลังพยายามสอดเท้าลงไปในรองเท้าคู่สวยให้พอดี แล้วพบว่ามันพอดิบ-พอดีจนขยับเท้าไม่ได้

ไม่มีหรอกค่ะ... เรามีแบบละคู่เท่านั้น รับรองว่าใส่แล้วไม่ซ้ำแบบใคร พนักงานขายเสนอข้อได้เปรียบในการซื้อสินค้า แต่ดิฉันว่าใส่แล้วก็พอดีนะคะ เผื่อมันยืดออกอีกนิดหน่อย เธอยังคงเสนอต่อเมื่อเห็นแววตาที่ฉันชื่นชมสินค้าของเธอ

เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านด้วยรอยยิ้มกรุ่นพร้อมกับรองเท้าคู่สวยที่อยู่ในมือฉันจัดแจงโยนรองเท้าผ้าใบคู่เก่าที่ใส่มาแรมปีทิ้งไปอย่างไม่แยแส

วันรุ่งขึ้น... ฉันออกเดินด้วยรองเท้าคู่ใหม่อย่างเฉิดฉาย ยิ่งมีใครต่อใครชมว่ามันสวยนักหนาฉันก็ยิ่งปลื้มใจ ทว่าไม่ทันข้ามวันรองเท้าเจ้ากรรมก็แผลงฤทธิ์จนฉันเดินโขยกเขยก และเย็นวันนั้นฉันก็ต้องกลับมาบ้านพร้อมกับเท้าที่ระบม

หากชีวิตคนเราเป็นเหมือนการเดินทางไกล ความรักก็คงเป็นเหมือนรองเท้า... แท้ที่จริงแล้วฉันว่าคนเราไม่ได้ต้องการ "รองเท้าสวย" มากไปกว่า "รองเท้าที่ใส่สบาย"

แต่ก็นั่นแหละใคร-ใคร ก็ย่อมชอบรองเท้าสวย-สวย ด้วยกันทั้งนั้น ถึงไม่น่าแปลกที่หลายคนมักตัดสินใจซื้อรองเท้าเพราะว่า "มันสวย" มากกว่า "มันพอดีกับเท้า" และแม้มันจะใส่แล้วคับไปนิด...อึดอัดไปหน่อยก็ยังไม่วางมือ เหตุเพราะว่ามันสวยถูกใจหรือแม้มันจะราคาแพงลิบลิ่วก็ยังอยากเป็นเจ้าของให้ได้

หากว่าเราต้องเดินทางอีกไกล... แม้จะมีรองเท้าสวยหรู ราคาแพง ยี่ห้อแบรนด์เนม มันก็คงไม่มีประโยชน์ แม้จะสวยแค่ไหนแต่ถ้ามันทำเท้าเราเจ็บ...สุดท้ายก็คงต้องถอดมันออก เพราะถ้าขืนเราเดินทั้งเท้าเจ็บ-เจ็บเราคงไปไม่ถึงปลายหนทาง

ความรักก็เช่นกัน... เราอาจใฝ่ฝันที่จะมีคนรักสวย รวย เก่ง ฉลาด เลิศหรู แต่ความจริงแล้ว... เราเพียงต้องการคน-คนนั้นเพื่อให้ตัวเราดูดีขึ้นมาเท่านั้นเอง

ฉันว่านะ... รองเท้าที่ใส่แล้วสบายไม่จำเป็นต้องสวยเด่นอะไร เพราะฉะนั้นคนที่จะมาจับจูงมือเราไปตลอดทางของชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดจนใครนึกอิจฉาบางที การใส่รองเท้าที่เดินแล้วสบายมันอาจทำให้เรามีความสุขมากกว่า

เพราะฉันเชื่อว่ามันจะพาเราไปจนถึงจุดหมายโดยที่เราไม่ต้องเจ็บเท้าและนึกอยากจะโยนมันทิ้งไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด... ตลอดการเดินทาง

2551-06-20

บะหมี่น้ำหนึ่งชาม....

บะหมี่น้ำหนึ่งชาม

ร้านบะหมี่ " ฮอกไก" บนถนนซัปโปโร

การกินบะหมี่โซบะในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเป็นประเพณีของชาวญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันสิ้นปี "ร้านฮอกไก" นี้ก็เช่นกัน ในวันนี้คนแน่นร้านแทบทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น. คนก็เริ่มน้อยลง โดยปกติแล้วบน ถนนสายนี้คนจะแน่นขนัดไปจนถึงเช้าตรู่ แต่วันนี้ทุกคนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน ดังนั้นถนนสายนี้จึงปิดร้าน เร็วกว่าปกติ เถ้าแก่ของร้าน "ฮอกไก" เป็นคนซื่อ และเถ้าแก่เนี้ยก็เป็นคนอัธยาศัยใจคอดี ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า พอลูกค้าคนสุดท้ายกลับไปในขณะเถ้าแก่เนี้ยก็จะปิดร้าน ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบาๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชายสองคน คนหนึ่งประมาณ 6 ขวบกับอีกคนหนึ่งประมาณ 10 ขวบเข้ามาในร้าน เด็กชายทั้งสองคนสวมชุดกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค้ท ลายสก๊อตเก่าๆ เชยๆ "เชิญนั่งครับ" เถ้าแก่ร้องทักทายออกมา หญิงคนนั้นเอ่ยปากอย่างขลาดกลัวว่า "ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมคะ" เด็กชายสองคนที่อยู่ข้างหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก "ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเบอร์สองชิดกำแพง แล้วตะโกนบอกไปทางห้องครัวว่า "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม" บะหมี่หนึ่งชามมีบะหมี่แค่หนึ่งก้อน เถ้าแก่คิดแล้วก็ใส่บะหมี่ เพิ่มไปอีกครึ่งก้อน ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม ทั้งเถ้าแก่เนี้ยและสามแม่ลูกต่างก็ไม่รู้เรื่อง สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย กินพลางพูดพลาง "ทานเถอะครับ" ลูกคนพี่พูด "แม่ทานหน่อยสิครับ" ลูกคนน้องพูดไปก็คีบบะหมี่ให้แม่กิน ไม่นานก็กินบะหมี่หมดชาม จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน แล้วทั้งสามคนก็ชมว่า "ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ)" พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยแล้วลาจากไป "ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)" ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างก็กล่าวขอบคุณ

ทำงานไปวันแล้ววันเล่ายุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี วันที่ 31 ธันวาคม ก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ในวันส่งท้ายปีเก่า ร้านบะหมี่ "ฮอกไก" ก็ยังคงขายดีและดูเหมือนจะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา สองตายายยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการค้าขาย และแล้ววันที่วุ่นวายก็จบสิ้นลง 22.00 น.กว่า ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้านอยู่นั้น ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ ผู้ที่เข้ามาก็คือหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายสองคน พอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ทที่เก่า และเชย เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นลูกค้าคนสุดท้ายในวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั่นเอง "ขอบะหมี่น้ำหนึ่งชามได้มั๊ยคะ" "ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ" เถ้าแก่เนี้ยนำพวกเขาไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว โต๊ะเบอร์สอง ตะโกนไปพลางว่า "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม" เถ้าแก่รับคำพลาง จุดเตาที่เพิ่งจะดับไปพลาง "ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม" เถ้าแก่เนี้ยแอบไปพูดที่ข้างหูของเถ้าแก่ว่า "นี่ตาแก่ ต้มบะหมี่ให้พวกเขาสามชามไม่ได้หรือ" "ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้พวกเขาอายและไม่สบายใจได้รู้มั๊ย" สามีตอบพลางแล้วโยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือดพล่าน เดินไปยืนข้างภรรยาแล้วก็ยิ้ม ภรรยาก็พูดขึ้นว่า "เห็นเธอซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ ไม่นึกเลยว่าจิตใจก็ดีเหมือนกันนะ" ฝ่ายสามีเดินไปตักบะหมี่ชามใหญ่ที่กลิ่นหอมชวนกินชามนั้นแล้วให้ภรรยายกไปให้สาม แม่ลูก สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่ กินไปพลางคุยไปพลาง เสียงคุยของสามแม่ลูกดังถึงหูของตายาย "หอมจังเลย…ยอดไปเลย…อร่อยจริงๆ " "ปีนี้สามารถกินบะหมี่ของร้านฮอกไกได้ นับว่าไม่เลวทีเดียว" "ถ้าปีหน้าสามารถมากินได้อีกก็ดีนะสิ" กินเสร็จก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน แล้วสามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านฮอกไกไป "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)" มองตามหลังสามแม่ลูกจนลับหายไป

สองตายายก็ยกเรื่องสามแม่ลูกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกไปได้ระยะหนึ่ง ในวันสิ้นปีของสามปีมานี้ กิจการของร้านฮอกไกดีมาก สองตายายต่างก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกัน แต่พอเลย 21.00น.ไปแล้ว สองตายายก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา พอถึง 22.00น. พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป พอคนกลับไปหมดแล้วเจ้าของร้านทั้งสองก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้านที่เขียน ไว้ว่า "บะหมี่ชามละสองร้อยเยน" ที่แขวนไว้ตามผนังทั้งหมดพลิกกลับหลัง แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า "บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน" 30 นาทีก่อน เถ้าแก่เนี้ยก็เอาป้าย "จองแล้ว" ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สอง เหมือนกับว่าจะมีเจตนารอแขกที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้วถึงจะมาอย่างนั้นแหละ 22.30 น. ในที่สุดสามแม่ลูกก็ปรากฏตัวขึ้น พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง น้องชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ทที่พี่ชายสวมเมื่อปีก่อนดูหลวมและไม่พอดีตัว เด็กทั้งสองคนโตขึ้นมาก ส่วนผู้เป็นแม่ก็ยังคงสวมเสื้อโค้ทลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและเชยแถมสีซีดตัวเดิม "เชิญค่ะ เชิญค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยกล่าวทักทายอย่างมีน้ำใจ มองใบหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทางต้อนรับอย่างเต็มที่ของเถ้าแก่เนี้ย ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นเปล่งคำพูดออกมาอย่างงกงก เงิ่นเงิ่นว่า "รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำให้สักสองชามได้ไหมค่ะ" "ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยนำแม่ลูกไปนั่งยังโต๊ะเบอร์สอง แล้วรีบเอาป้าย"จองแล้ว"ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วตะโกนบอกไปทางครัวว่า "บะหมี่น้ำสองชาม" "ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้แหละครับ" เถ้าแก่พลางตอบ พลางโยนบะหมี่ลงไปในหม้อน้ำสามก้อน สามแม่ลูกกินไปพูดไป ดูแล้วเหมือนมีความสุขกันมาก สองสามีภรรยาที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่ ได้รับรู้ถึงความสุขที่พวกเขาได้รับกัน ในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย "ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูก ๆ เป็นอย่างมาก" "ขอบคุณ ?" "ทำไมครับ" "เรื่องเป็นอย่างนี้

คือคุณพ่อของลูกที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปได้ทำให้คนอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บ และทางบริษัทประกันก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น ในช่วงหลายปีมานี่ทำให้เราต้องจ่ายเงินเดือนละห้าหมื่นเยนทุกเดือน" "เอ๊ะ เรื่องนี้เราก็ทราบกันอยู่แล้วนี่ครับ" ผู้เป็นพี่ตอบ ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ อยู่หลังโต๊ะทำอาหาร "แต่เดิมนั้นเราต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเดือนมีนาคม แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ไปหมดแล้ว" "จริงๆ หรือครับ แม่" "จริงสิจ๊ะ นี่เป็นเพราะว่าพี่ชายของลูกขยันไปส่งหนังสือพิมพ์ ส่วนตัวลูกเองก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าวทำอาหาร ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่ ทางบริษัทจึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมทั้งเงินโบนัสพิเศษอื่นๆ อีก จึงทำให้วันนี้สามารถชำระในส่วนที่เหลือได้หมด" "ว้าว แม่ครับ พี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษสิครับ แต่ว่าต่อไปขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ" "ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ ไอ้น้องชาย เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันสู้หน่อยแล้วนะ" "ขอบใจลูกทั้งสองมาก ขอบใจจริงๆ " "แม่ครับผมกับน้องก็มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ คือในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนโรงเรียนของน้อง ได้แจ้งให้ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมนักเรียนในห้องเรียนในวันพบผู้ปกครอง คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกหนึ่งฉบับว่า เรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโด เพื่อไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อนๆ ของน้องนะครับผมถึงทราบ ดังนั้นในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่ ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้อง" "จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ"

"หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ ความปรารถนาของข้าพเจ้า" น้องได้เอาเรื่องของบะหมี่น้ำหนึ่งชามมาเขียนเป็นเรียงความ แล้วยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย" "เรียงความเขียนว่า…หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว ได้ทิ้งหนี้สินให้เรามากมาย เพื่อที่จะชำระหนี้ คุณแม่ต้องทำงานดึกดื่นหาม รุ่งหามค่ำทุกวัน แม้แต่เรื่องของผมที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์ น้องก็ยังเอาไปเขียนเลย…" "ยังมีอีก น้องยังเขียนถึงในคืนวันที่ 31 ธันวาคม พวกเราสามคนแม่ลูกได้มาล้อมวงกันกินบะหมี่น้ำ อร่อยมาก… สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว คุณตาคุณยายเจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณพวกเราอีก แล้วยังอวยพรวันปีใหม่ให้พวกเราอีก เสียงเหล่านั้นเหมือนกับว่าให้กำลังใจให้เข้มแข็งที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป พยายามปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหลายของคุณพ่อ ให้หมดให้เร็วที่สุด…" "ด้วยเหตุนี้น้องจึงได้ตัดสินใจว่าโตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่ แล้วจะต้องเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยม อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย แล้วยังจะให้กำลังใจแก่ลูกค้าทุกคน…ขอให้มีความสุขครับ…ขอบคุณครับ…"

สองตายายเจ้าของร้านบะหมี่ที่ยืนฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่จู่ ๆ ก็หายตัวไป พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่ากันอยู่ใต้โต๊ะ ในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง พยายามซับน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเหมือนทำนบพังนั้นอย่างไม่ลดละ "พอน้องอ่านเรียงความจบ คุณครูก็พูดว่า "วันนี้พี่ชายได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่ ดังนั้นขอเชิญพี่ชายขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ" "จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรล่ะ" "ก็มันกะทันหันเกินไป ตอนแรกๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ผมจึงพูดว่า…ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมาหุงหาอาหารทุกวัน ดังนั้นในเวลาที่เพื่อนๆ ทุกคนมีกิจกรรมกันในตอนเย็นก็มักจะ อยู่ร่วมกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้เพราะต้องรีบกลับบ้าน เมื่อเป็นอย่างนี้คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร" "เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชาม ผมรู้สึกอายมาก แต่พอได้เห็นน้องยืดอกอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่ น้ำหนึ่งชามด้วยเสียงอันดังนั้นจนจบ ถึงได้รู้สึกว่าความรู้สึกอายเมื่อ สักครู่นี้ถึงจะเรียกว่าเป็นความอายจริงๆ " "หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ที่จะสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามนั้นเพื่อกิน กันสามคนนั้นผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด ผมและน้องจะต้องขยัน และดูแลแม่เป็นอย่างดี และผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ" สามแม่ลูกกุมมือกันเงียบ ๆ ตบไหล่ กินบะหมี่หมดอย่างมีความสุขกว่าทุกๆ ปี จ่ายเงินไปสามร้อยเยนกล่าวขอบคุณ ค้อมตัวลงเคารพและเดินออกจากร้านไป มองตามหลังสามแม่ลูกไป เจ้าของร้านจึงได้รู้สึกว่าปีนี้ได้ผ่านไปแล้วจริงๆ พร้อมกับกล่าวว่า "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)" และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง

พอถึงเวลา 21.00น.ทางร้านฮอกไกก็วางป้าย "โต๊ะจอง" ไว้บนโต๊ะเบอร์สองและเฝ้ารอคอย การมาเยือนของสามแม่ลูกเช่นเคย แต่ในปีนั้นสามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้านเลย ปีที่สอง ปีที่สาม โต๊ะเบอร์สองก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้านฮอกไกอีกเลย กิจการของร้านฮอกไกดีมาก เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่ โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่ จะมีก็แต่โต๊ะเบอร์สองที่เก็บรักษาไว้เหมือนเดิม "นี่มันเรื่องอะไรกัน" ลูกค้าหลายคนต่างก็ถามด้วยความกังขา เถ้าแก่เนี้ยก็เลยเล่าเรื่องบะหมี่หนึ่งชามให้แก่ลูกค้าฟัง โต๊ะเก่าตัวนั้นวางอยู่กลางร้านเหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่ง และก้อไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามอาจจะกลับมาอีก พวกเขาหวังว่าจะใช้โต๊ะเก่าตัวนั้นในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามของเขา โต๊ะเบอร์สองตัวนั้นเปลี่ยนเป็นชื่อว่า "โต๊ะแห่งความสุข" ลูกค้าต่างก็พูดต่อๆ กันไป มีนักเรียนหลายคนอยากเห็นโต๊ะตัวนี้ถึงขนาดที่ว่านั่งรถมาจากที่ไกลแสนไกลมากิน บะหมี่ และเจาะจงที่จะนั่งโต๊ะตัวนี้ ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลายๆ ปี พอถึงวันสิ้นปีหลังจากปิดร้านแล้ว เจ้าของร้านค้าในละแวกใกล้เคียงร้านฮอกไก ก็มักจะมารวมตัวฉลอง โดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮอกไก กินไปพลาง ก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว ในวันนี้พอเลย 21.30 น.ไปแล้ว

เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อนพร้อมทั้งนำซาซิมิมาด้วย ต่อจากนั้นก็มีคนมาเรื่อยๆ เป็นระยะ บ้างก็เอาเหล้ามา บ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา ปกติแล้วก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน ต่างก็คึกคักกันมาก ทุกคนที่มานั้นต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง ทุกคนก็พยายามไม่เอ่ยถึงมันแต่ในใจต่างก็คิดกันว่า วันนี้ "โต๊ะจอง" ตัวนั้นไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง มันคงจะว่างเปล่าเพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินบะหมี่ บ้างก็เข้าๆ ออกๆ พอเตรียมกับข้าวกับแกล้ม ต่างก็กินกันไปคุยกันไป พูดเรื่องการค้าบ้าง คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลง ในระยะนี้บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่ ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุกๆ เรื่อง จนเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน เวลาผ่านไปจนถึง 22.30 น. ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบาๆ ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน

เวลาผ่านไปจนถึง 22.30 น. ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบาๆ ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใครทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกคัก ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะพูดว่า "ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ" เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมชุดกิโมโน เดินเข้ามายืนระหว่างกลางของชายหนุ่มทั้งสองคน ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า "เอ้อ…รบกวน…รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมคะ" ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำ กับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่ ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก "พวกคุณ .. พวกคุณ" เขาพูดได้เพียงแค่นั้น คำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของเถ้าแก่เนี้ยที่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดกับ เถ้าแก่เนี้ยว่า "พวกเราสามคนแม่ลูกที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มา สั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามทานกันสามคนไงครับ และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้" "หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโรแล้ว"
"วันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อ และน้องชายที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต ได้เสนอความคิดที่เลิศเลออย่างหนึ่งก็คือ ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ฮอกไกที่ซัปโปโร และทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮอกไกด้วย" สองตายายฟังไปพลาง พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่ที่จะกลืนบะหมี่คำที่คาอยู่ในปากลงไปในคอ แล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า "อ้าว…เถ้าแก่… เป็นอะไรไปล่ะ อุตสาห์เตรียมการมาตลอดสิบปีเพื่อเฝ้าคอยวันนี้ "โต๊ะจอง" ตัวนั้นไงที่พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้าที่จะมาตอนหลังสิบโมงของคืนวันสิ้นปีไง รีบๆ ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า" ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก แล้วพูดว่า "ยินดีต้อนรับค่ะ…เชิญนั่งข้างในค่ะ…นี่ตาเฒ่า…บะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง" เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า "ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม" หากดูกันตามจริงแล้ว สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไปมันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน คำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ รวมทั้งคำอวยพรว่า "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"ก็เท่านั้นเอง แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริงอันโหดร้ายบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์ คับขันได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า --- อย่าพยายามมองข้ามตัวเอง ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้ บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียงความใส่ใจความห่วงใยอันจริงใจ ของคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็สามารถนำพาเอาแสงสว่างอันเจิดจรัสอย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้ ด้วยเหตุนี้ความหวังความใฝ่ฝันที่แรงกล้าของพวกเรา … เพื่อนพ้องทั้งหลาย … ...... อย่ามัวเห็นแก่ตัวกันหรือเสียดายมันอยู่เลย หวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป พวกเราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรักและความเมตตาที่เราอัดเก็บ ไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้นมอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจ จุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก….

ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริงๆ

เรื่องนี้ตอนที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกประทับใจมานับไม่ถ้วนแล้ว ดังนั้นจึงมีคนพูดกันว่า "ใครที่อ่านเรื่องแล้ว ไม่มีใครเลยที่จะไม่หลั่งน้ำตาให้" ถึงแม้คำพูดนี้ออกจะเกินจริงไปบ้าง แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้ว รู้สึกประทับใจจริงๆ จนน้ำตาร่วง และน้ำตาที่ร่วงรินเหล่านั้น มันไม่ใช่น้ำตาจากความรันทดใจ แต่เป็นน้ำตาที่หลั่งให้แก่ความประทับใจต่อความห่วงใยอย่างจริงใจ และน้ำใจไมตรีอันกว้างขวางที่มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน .... ........ .............................. ขอบคุณและสวัสดี

2551-06-16

สิ่งสำคัญ....


สิ่งสำคัญที่สุดของมนุษย์โลกคือ . . .
ไม่สำคัญว่า... คุณขับรถยี่ห้ออะไร ? สำคัญว่า... คุณเคยให้คนที่ไม่มีรถ “นั่ง” มาด้วยกี่ครั้ง

ไม่สำคัญว่า... คุณทำงานล่วงเวลามากขนาดไหน ? สำคัญว่า... คุณให้เวลา “แก่ครอบครัว” และคนที่รักมากแค่ไหน

ไม่สำคัญว่า... คุณมีเสื้อผ้าทันสมัยกี่ชุดในตู้ สำคัญว่า... คุณเคยให้เสื้อผ้าแก่คนที “เขาขาดแคลน” ใส่กี่ชุด

ไม่สำคัญว่า... คุณมีฐานะอะไรในสังคม ? สำคัญว่า... คุณ “วางตัว” ในระดับไหน

ไม่สำคัญว่า... คุณมีทรัพย์สมบัติมากเท่าไหร่ สำคัญว่า... สิ่งที่คุณมี มันมี “อำนาจ” ชี้ขาดชีวิตคุณแค่ไหน

ไม่สำคัญว่า... เงินเดือนสูงสุดของคุณเท่าไร ? สำคัญว่า... คุณต้องสละ “อุดมการณ์” เพื่อได้มันมาหรือไม่เท่านั้น

ไม่สำคัญว่า... คุณได้เลื่อนขั้นกี่ขั้นแล้ว ? สำคัญว่า... คุณเคย “สนับสนุน” ใครให้ได้เลื่อนขั้นบ้าง

ไม่สำคัญว่า... คุณมีตำแหน่งการงานอะไร ? สำคัญว่า... คุณทำงานสุด “ความสามารถ” หรือไม่นะ

ไม่สำคัญว่า... คุณมีเพื่อนกี่คน ? สำคัญว่า... คุณเป็น “เพื่อนแท้” กับใครบ้าง

ไม่สำคัญว่า... คุณเรียกร้องและปกป้องสิทธิของตัวเองอย่างไร ? สำคัญว่า... คุณทำอะไรเพื่อ “ช่วยและปกป้อง” สิทธิคนอื่น

ไม่สำคัญว่า... สิ่งที่คุณทำสอดคล้องกับคำพูดของคุณกี่ครั้ง ? สำคัญว่า... มีกี่ครั้งที่คำพูดของคุณ “ไม่สอดคล้อง” กับการกระทำ . .

มีเรื่องชวนขนลุกมาฝากค่ะ บรื๋อออ...

มีเรื่องชวนขนลุกมาฝากค่ะ บรื๋อออ...
คลิ๊กที่ข้อความเพื่อดูภาพจะๆ

ทีมอัพเดตบล็อก