คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ

2551-09-18

ปรับชีวิตให้สมดุลทุก 10 ปี

แม้ว่าชีวิตมนุษย์จะหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บหรือความเสื่อมของร่างกายไม่ได้ แต่สามารถปรับปรุงชีวิตให้อยู่อย่างมีความสุข โดยการหาวิธีรับมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องดูแลภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูดีพร้อมๆ กับการฟิตร่างกายให้พร้อมสำหรับสุขภาพในอนาคต

20-29 วัยแห่งการบั่นทอนสุขภาพ
เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างชีวิตวัยเรียนและชีวิตการทำงาน สาวๆ วัยนี้จึงเต็มไปด้วยพลังงานและความกระตือรือร้นต่อสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ รอบตัว จึงไม่น่าแปลกที่การดำเนินชีวิตจะค่อนข้างสมบุกสมบัน เช่น การอ่านหนังสือเรียนจนดึกดื่น การทำงานอย่างเคร่งเครียดไม่มีเวลาพักผ่อน หรือแม้กระทั่งร่วมฉลองทุกสุดสัปดาห์กับเพื่อนๆ ด้วยการดื่มและท่องราตรี แม้จะได้เปรียบเรื่องอายุ ร่างกายฟื้นตัวเร็ว แต่หากยังคงใช้ชีวิตแบบสุดขั้วเป็นประจำ ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น
โรคอ้วน มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีไขมันสูง เนื่องจากหาซื้อง่ายและสะดวกรวดเร็ว หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลมาก เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน โดยเฉพาะชาหรือกาแฟร้อน-เย็น ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลและคาเฟอีน ซึ่งหากรับประทานมากกว่า 3 แก้วต่อวันมีผลต่อการดูดซึมของวิตามินและเกลือแร่
การปวดประจำเดือน มักเป็นอาการยอดนิยมของผู้หญิงวัยทำงาน การปวดประจำเดือนเกิดจากหลายสาเหตุตั้งแต่พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต ภาวะความเครียดและอาหาร แต่เราสามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเบื้องต้น เช่น การงดดื่มชาและกาแฟ การออกกำลังกายเป็นประจำวันละ 30 นาทีประมาณ 5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี6 หรือน้ำมันอีฟนิ่งพรีมโรสก่อนเวลามีประจำเดือน เพื่อบรรเทาอาการปวด
รู้จักดูแลถนอมตับที่อาจทำงานหนักเกินไป โดยเฉพาะคนรับประทานอาหารที่มีรสเค็มและมีปริมาณไขมันสูง หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้และหันไปรับประทานผักผลไม้มากๆ แทน เพื่อเร่งการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย จากการวิจัยพบว่าการดื่มน้ำบีทรูทคั้นสดๆ จะทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษในร่างกายได้ดี

30-39 วัยแห่งการเตรียมพร้อมรับมือจากความเสื่อมต่างๆ
หากพูดถึงอายุเมื่อขึ้นเลข 3 หลายคนรู้สึกเขินหรือบ่ายเบี่ยงที่จะตอบทุกครั้งที่มีคนถาม อย่างไรก็ตามลักษณะภายนอกที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญต่อสุขภาพหรือการดำเนินชีวิตเท่าไรนักหากเปรียบกับความแข็งแรงของร่างกาย ช่วงอายุนี้จึงควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้นและออกกำลังกาย เพื่อฟื้นฟูอวัยวะ ต้านความเสื่อมจากภายในสู่ภายนอก
ป้องกันโรคกระดูกพรุนก่อนวัย ภาวะมวลกระดูกสูงสุด (peakbone mass) จะหยุดอยู่ช่วงอายุ 30-35 ปี หลังจากนั้นร่างกายจะรักษาระดับมวลกระดูกไว้คงที่ จนกระทั่งอายุมากขึ้น ร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกไปใช้ ทำให้กระดูกบางและแตกง่าย เป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนในอนาคต ดังนั้นช่วงอายุดังกล่าวจึงไม่ยังไม่สายเกินไปที่จะสะสมแคลเซียมให้กระดูก โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดู เช่น เต้าหู้ นม โยเกิร์ต ผักใบเขียว ปลากระป๋องหรือปลาซาร์ดีนที่รับประทานได้ทั้งกระดูกและผลไม้ต่างๆ
เพิ่มพลังเมตาโบลิซึม เคยมีรายงานกล่าวว่าทุก 10 ปีที่อายุมากขึ้นน้ำหนักจะเพิ่มประมาณ 5 กิโลกรัม ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกายลดประสิทธิภาพการทำงานลง ประกอบกับตนเองยังรับประทานอาหารปริมาณเท่าเดิมและมีวิถีชีวิตเหมือนเดิม ซึ่งหากยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตก็อาจเป็นสาเหตุของโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ดังนั้นวิธีพื้นฐานในการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญพลังงานคือ รับประทานคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนอย่างพอเหมาะ ลดปริมาณไขมันลง เพิ่มผักหรือผลไม้ในแต่ละมื้อให้มากขึ้น บางคนอาจลองรับประทานอาหารปริมาณครั้งละน้อยๆ แต่รับประทานวันละหลายๆ มื้อ เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร และป้องกันไม่ให้รับประทานอาหารจุบจิบระหว่างมื้อใหญ่ๆ
เพิ่มพลังให้ผิวสวย ไร้ริ้วรอย ผู้หญิงวัยนี้สามารถฟื้นฟูผิวให้ดูสดใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัยด้วยการนอนหลับให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง ประกอบกับรับประทานผลไม้และผักมากๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินอีมาก เช่น นม ไข่ ถั่ว ผักโขม มะเขือเทศ เป็นต้น รวมถึงการรับประทานน้ำให้ได้วันละ 7-8 แก้ว เพื่อเร่งกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ผลัดเซลล์เก่าภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการทาครีมบำรุงและครีมกันแดด ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดจ้า เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื่น แห้งกร้าน เป็นสาเหตุทำให้มีริ้วรอยก่อนวัย

40-49 วัยแห่งการปรับตัวเท่าทันโรค
ช่วงนี้ถือวัยที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการทำงานภายในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะหมดประจำเดือน (menopause) ซึ่งไม่ได้เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเท่านั้นแต่ยังมีผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจอีกด้วย
การรับมือจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะหยุดการทำงาน ทำให้มีผลต่อการทำงานของอวัยวะภายในต่างๆ เช่น ผิวแห้งและแพ้ง่าย เกิดอาการร้อนวูบวาบ ความดันโลหิตสูง ปวดหัวไมเกรนบ่อยๆ ช่องคลอดแห้งมีอาการคันและแสบ ภาวะนอนไม่หลับและโรคกระดูกพรุน ทั้งนี้เราสามารถรับมือกับโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยการปรึกษาแพทย์ ขอคำแนะนำในการรับประทานฮอร์โมนทดแทนเพื่อบรรเทาอาการข้างต้น นอกจากนี้ยังต้องหมั่นออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ แต่ต้องมีใยอาหาร แคลเซียมมากๆ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกเสื่อมมากยิ่งขึ้น โดยการรับประทานอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งประกอบด้วยเอสโตรเจนจากธรรมชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ธัญพืชและผักผลไม้ต่างๆ เป็นต้น
รับมือกับภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำตำหนิเมื่อเจอผู้หญิงสูงวัยที่หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวนว่า “อยู่ในภาวะหมดประจำเดือน” ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ถูกต้อง (ไม่นับนิสัยส่วนตัว) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องเผชิญเมื่อถึงวัย แต่เราสามารถควบคุมและจัดการกับอารมณ์แปรปรวนหรือความเครียดนี้ได้ โดยการหากิจกรรมที่ผ่อนคลายจิตใจ เช่น ฟังเพลงเบาๆ ท่องเที่ยวกับครอบครัว พูดคุยปรึกษากับเพื่อน เป็นต้น และที่สำคัญควรงดสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องระวังโรคร้ายอื่นๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำทุกปี

50-59 วัยแห่งการปรับสมดุลชีวิตสู้โรคภัย
หลายคนในช่วงวัยนี้ประสบภาวะโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ฯลฯ ทั้งนี้แม้ว่าจะรู้อาการของโรคและวิธีการรักษา แต่ก็ยังต้องการความดูแลเอาใจใส่ต่อสุขภาพและการควบคุมไม่ให้โรคร้ายแรงขึ้นโดยไม่ประมาท พื้นฐานของการดูแลรักษาไม่ให้โรคกำเริบหรือเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ คือ การทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การรับประทานอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะต่อโรคนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น
โรคเบาหวาน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันสูง ควรเน้นผักและผลไม้ที่ไม่มีน้ำตาลมากและให้ใยอาหารสูง ไม่สวมเสื้อผ้าหรือใส่รองเท้าบีบรัดมากเกินไปและดูแลร่างกายไม่ให้เกิดบาดแผล โดยเฉพาะบริเวณเท้า หลังอาบน้ำตอนเย็นทุกวันให้ใช้กระจกส่องฝ่าเท้าเพื่อเช็คว่ามีแผลหรือไม่ หากตรวจพบว่ามีแผลให้รีบทำความสะอาดและเฝ้าระวังไม่ให้แผลรุกราม หรือให้รีบไปพบแพทย์ทันที
คอเลสตอรอลสูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ส่วนหนังและไขมันสัตว์ รวมถึงอาหารทะเลต่างๆ ทั้งนี้สำหรับบางคนที่ต้องรับประทานยาที่แพทย์แนะนำก็ต้องหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ และหมั่นออกกำลังกายเพื่อช่วยการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดให้ดียิ่งขึ้น
โรคไขข้อ พยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน เพราะจะทำให้กระดูกและข้อแบกรับน้ำหนักมาก ทำให้อาการปวดยิ่งรุนแรงมากขึ้นและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน การลุกนั่ง นอกจากนี้ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เน้นประเภทที่ไม่กระเทือนข้อเข่า เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ รำไทเก็ก ชิกง ฯลฯ
ดังนั้นผู้หญิงควรเอาใจใส่ดูแลความสวยงามและสุขภาพร่างกายไปพร้อมๆ กัน โดยเริ่มตั้งแต่ยังอายุน้อยๆ ทั้งนี้หากอายุมากคิดจะกลับไปสุขภาพดีเหมือนเดิมย่อมเป็นไปไม่ได้ เป็นสัจธรรมของธรรมชาติ อย่างไรก็ตามการดูแลตามสภาพของวัยอย่างเหมาะสมสามารถช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้นและมีความสุข

2551-09-10

หญิงงมหอย(แครง) เสี่ยงมะเร็งปากมดลูก !!!

ผลวิจัยเผย กลุ่มอาชีพสตรีที่สุดเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด คือ งมหอยแครงในชุมชนนาเกลือ เหตุต้องแช่น้ำสกปรกเวลานาน เสี่ยงติดเชื้ออุ้งเชิงกราน นานวันตกขาว ติดเชื้อและไวรัสเอชพีวีต้นเหตุมะเร็งปากมดลูก นางบุษบงก์ วิเศษพลชัย พยาบาลวิชาชีพ 7 สถานีอนามัยนาเกลือ จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ได้นำเสนองานวิจัยเรื่อง พฤติกรรมการป้องกันตนเองจากมะเร็งปากมดลูกในสตรีกลุ่มเสี่ยงที่ประกอบอาชีพงมหอยแครงในชุมชนนาเกลือ ในการประชุมวิชาการสาธารณสุขเขต 8 และ 9 ซึ่งพบว่า อาชีพสตรีงมหอยแครงเป็นกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากต้องแช่น้ำสกปรกเป็นเวลานาน ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานซ้ำๆ ทำให้เกิดการตกขาว ยิ่งมีโอกาสทำให้เชื้อโรคต่างๆ ติดได้ง่าย รวมถึงเชื้อไวรัสเอชพีวี ต้นเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก “แม้ว่ายังไม่มีงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า น้ำในวังหอยที่ไม่ไหลเวียนนานกว่า 8 เดือน ที่ถือว่าเป็นน้ำสกปรก เพราะมีขี้หอยสะสมอยู่ สัมพันธ์อย่างไรกับการป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่องค์การอนามัยโลกก็ยืนยันว่า หากเกิดการเชื้อซ้ำๆ ในบริเวณอุ้งเชิงกรานย่อมมีโอกาสต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้น แม้สตรีกลุ่มนี้จะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูกแต่ก็พบว่ามีอาการติดเชื้อในช่องคลอดเป็นจำนวนมาก”
นางบุษบงก์ กล่าวว่า ในการสำรวจครั้งนี้ ศึกษาในสตรีที่ประกอบอาชีพที่งมหอยแครงในชุมชนนาเกลืออายุ 35-60 ปี จำนวน 62 ราย จากทั้งหมด 78 คน พบว่า
- ปกติ 47 ราย
- มีเชื้อรา 15 ราย
พบว่าเมื่อตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก พบว่า มีผู้ป่วยอยู่ในระยะ 2 จำนวน 1 ราย และระยะที่ 3 จำนวน 1 ราย โดยที่ผู้ป่วยไม่ทราบมาก่อนและไม่เคยตรวจคัดกรองด้วย ทางสถานีอนามัยได้ส่งต่อไปรักษามะเร็งปากมดลูกจนหายขาด ที่สำคัญ ยังส่งผลให้สตรีกลุ่มอาชีพอื่นๆ ที่ไม่เคยตรวจมะเร็งปากมดลูกมาก่อนตัดสินใจมาตรวจมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นซึ่งพบว่ามีสตรีในหมู่บ้าน 70 คน ร่วมโครงการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกซึ่งได้ให้ความรู้ควบคู่ด้วย
ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูล พบว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้ประกอบอาชีพงบหอยแครงเป็นมะเร็งปากมดลูกมากกว่าอาชีพอื่นๆ นอกจากสตรีกลุ่มนี้ จะต้องแช่น้ำเป็นเวลานาน โดยไม่สวมกางเกงใน ตั้งแต่ 05.50-15.00 น.เป็นประจำทุกวัน เพื่อแลกกับค่าแรง 250-300 ต่อวัน และน้ำในวังหอยสกปรกอย่ามากแล้ว สตรีกลุ่มนี้ยังกินยาคุมเป็นเวลานานติดต่อกันอย่างไม่ถูกต้อง โดยกินยาคุมเพื่อไม่ให้เป็นประจำเดือน คือ กินติดต่อกันโดยไม่เว้นระยะ เนื่องจากสตรีที่ประกอบอาชีพนี้มักเป็นกลุ่มคนด้อยโอกาส จึงต้องการทำงานโดยไม่เว้นวันหยุด เพราะหากหยุดหมายถึงไม่ได้รับเงินค่าจ้างที่จะนำมาใช้ในแต่ละวัน
“ได้แนะนำสตรีกลุ่มนี้ ว่า เมื่อขึ้นจากน้ำกลับบ้านให้รับรีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายโดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างช่องคลอดกับอวัยวะเพศใช้เพียงน้ำสะอาดและสบู่ก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้ วางแผนต่อยอดโครงการติดตามผลการเป็นมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มอาชีพดังกล่าวเป็นระยะๆ ต่อไปด้วย พร้อมกันนี้ ขอเตือนผู้ประกอบอาชีพที่มีความจำเป็นในการต้องแช่น้ำนานๆ หรือผู้ที่กินยาคุมติดต่อกันนานๆ รวมถึงผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ควรได้รับการตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก” นางบุษบงก์ กล่าว

2551-09-03

กินอย่างไรให้น้ำหนักลด


เทคนิคช่วยให้ควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. กินอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ และเป็นเวลา ควรงดอาหารว่างระหว่างมื้อ ถ้าหิวให้ดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ให้พลังงาน เช่น น้ำเปล่า น้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ น้ำใบเตย (ไม่ต้องเติมน้ำตาล) จะลดความรู้สึกหิวลงได้
2. ห้ามงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะจะทำให้กินมากขึ้นในมื้อต่อไป
3. ปริมาณอาหารควรจัดให้สมดุลตลอดวัน ทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น โดยเฉพาะควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารหลัง 6 โมงเย็น หรือช่วงกลางคืน
4. ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ก็ให้พลังงานไม่น้อยเลยทีเดียว คือ 1 กรัมให้พลังงาน 7 แคลอรี่ และแอลกอฮอล์กระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร แอลกอฮอล์ยังให้พลังงานเพียงอย่างเดียวโดยไม่ให้สารอาหารอื่นที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย
5. ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองในการดื่มเครื่องดื่มโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน เนื่องจากน้ำตาลกระตุ้นให้เกิดการรับประทานมาก เช่นเดียวกับสารที่ให้รสหวาน
6. ไม่ควรรีบกินอาหาร ควรเคี้ยวช้าๆ การกินเร็วจะทำให้กินอาหารมากเกินอัตรา
7. ควรคำนึงอยู่เสมอว่า การกินทุกครั้งไม่ใช่เพราะความอยากอาหาร แต่กินเพราะร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานและสารอาหารในการดำรงชีวิต อันก่อให้เกิดสุขภาพดี
ตัวอย่างเมนูอาหารใน 1 วัน เพื่อควบคุมน้ำหนัก ลองเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย เมนูตัวอย่างนี้เพื่อให้คุณได้เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำมาแทนอาหารที่คุณกินอยู่ประจำที่อาจมีไขมันสูงกว่า
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินเป็นสิ่งยั่งยืนที่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องของการกินอาหารควรต้องมีการยืดหยุ่นบ้าง เช่นหากมื้อใดกินมาก มื้อต่อไปต้องลดลง เพื่อให้เกิดความสมดุลของพลังงาน จะเลือกกินอะไรต้องใช้เหตุผลเหนือจิตใจ ค่อยทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าใจร้อน ต้องใช้ความอดทน กิจกรรมประจำวันต้องกระฉับกระเฉง และควรระลึกอยู่เสมอว่า ไม่มีอาหารหรือยาชนิดใดที่สามารถลดน้ำหนักของคุณลงได้ตลอดกาล และอย่าเชื่อในสิ่งที่เหลือเชื่อ ขอจงเชื่อมั่นในตัวเองเป็นดีที่สุด

2551-08-28

เรื่องเล่าจากหญิงชรา...

วันแรกที่พวกเราเริ่มการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นอาจารย์ของเราได้เข้ามาแนะนำตัวและบอกให้พวกเราทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักมาก่อนผมยืนขึ้นแล้วมองไปรอบๆ และมีมือๆ หนึ่ง เอื้อมมาจับบ่าของผมผมหันไปพบกับหญิงชราร่างเล็ก ผิวหนังเหี่ยวย่น ที่ส่งรอยยิ้มอันเป็นประกายมาให้ผมรอยยิ้มนั้นทำให้เธอดูสดใสอย่างยิ่ง
หญิงชราคนนั้นกล่าวขึ้นว่า"สวัสดี รูปหล่อ ฉันชื่อโรส อายุแปดสิบเจ็ดแล้ว มาให้ฉันกอดสักทีสิ"
ผมหัวเราะกับท่าทางของเธอ และตอบอย่างร่าเริงว่า"แน่นอน ได้สิครับ " แล้วเธอก็กอดผมอย่างแรง ผมถามเธอว่า"ทำไมคุณถึงมาเรียนมหาวิทยาลัย เอาตอนที่อายุน้อยและไร้เดียงสาอย่างนี้ละ.. "
เธอตอบด้วยเสียงปนหัวเราะว่า "ฉันมาหาสามีรวยๆ ที่ฉันจะได้แต่งงานด้วย แล้วมีลูกสักสองสามคน..."ผมขัดจังหวะเธอ โดยถามว่า "ไม่เอาครับ.. ถามจริงๆ " ผมสงสัยจริงๆ ว่า อะไรทำให้เธอมาเรียนที่นี่ตอนที่อายุขนาดนี้ และเธอตอบว่า"ฉันฝันมานานแล้ว ว่าฉันจะได้ปริญญา และตอนนี้ ฉันก็กำลังจะได้ปริญญาที่ฉันฝัน"หลังเลิกเรียนวิชานั้น เราเดินไปที่อาคารสโมสรนักศึกษาด้วยกัน และนั่งกินชอคโกแลตปั่นด้วยกัน เรากลายเป็นเพื่อนกันในทันทีตลอดสามเดือนหลังจากนั้น เราจะออกจากชั้นเรียนพร้อมกัน และจะไปนั่งคุยกันไม่หยุด ผมนั้นประหลาดใจเสมอเมื่อได้ฟัง "ยานเวลา" ลำนี้แบ่งปันความรู้ และประสบการณ์ของเธอให้กับผม
ตลอดปีนั้น โรสได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยของเรา และเธอนั้นจะเป็นเพื่อนได้กับทุกคนในทุกที่ที่เธอไป เธอรักที่จะแต่งตัวดีๆและดื่มด่ำอยู่กับความสนใจ ที่นักศึกษาคนอื่นๆ มีให้กับเธอ เธอได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เมื่อถึงตอนสิ้นสุดภาคการศึกษา เราได้เชิญโรสให้มาพูดที่งานเลี้ยงของทีมฟุตบอลของเราผมไม่เคยลืมเลยว่า เธอได้สอนอะไรให้กับเรา ... พิธีกรแนะนำตัวเธอ และเธอก็เดินขึ้นมาที่แท่น
ตอนที่เธอกำลังเตรียมตัวที่จะพูดตามที่เธอตั้งใจนั้นเธอทำการ์ดที่บันทึกเรื่องที่เธอจะพูดตกพื้น เธอทั้งอาย ทั้งประหม่าแต่เธอโน้มตัวเข้าหาไมโครโฟนแล้วบอกว่า"ขอโทษด้วยนะ ที่ฉันซุ่มซ่าม ฉันเลิกกินเบียร์มาตั้งนานแล้วแต่วิสกี้พวกนี้มันแรงจริงๆ... ฉันคงจะเอาบทของฉันมาเรียงใหม่ไม่ทันแล้วงั้นฉันก็คงได้แค่บอกเรื่องที่ฉันรู้ให้กับพวกคุณก็แล้วกัน"
พวกเราทุกคนหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง ตอนที่เธอเริ่มต้นว่า
"พวกเราทุกคนนั้น ไม่ได้หยุดเล่นเพราะเราแก่หรอก แต่เราแก่เพราะว่าเราหยุดเล่นที่จริงแล้วมีเคล็ดลับสู่การที่จะยังหนุ่มสาวอยู่เสมอมีความสุขและประสบความสำเร็จอยู่ 4 ประการ
1) พวกคุณจะต้องหัวเราะ และมีเรื่องสนุกๆ ขำขันทุกวัน
2) พวกคุณจะต้องมีความฝัน เมื่อไรก็ตามที่คุณสูญเสีย ความฝันของคุณไป คุณจะตาย มีคนมากมายที่ยังเดินไป เดินมาอยู่ทั้งๆที่ตายไปแล้วและไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายไปแล้ว..
3) การที่คุณ "แก่ขึ้น" กับ "เติบโตขึ้น" นั้นมันต่างกันมาก ถ้าคุณอายุสิบเก้า แล้วนอนอยู่บนเตียงเฉยๆปีหนึ่งและไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ตลอดทั้งปี คุณก็จะอายุยี่สิบถ้าฉันอายุแปดสิบเจ็ด แล้วนอนเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยตลอดทั้งปี ฉันก็จะอายุแปดสิบแปด ทุกๆ คนนั้นจะแก่ขึ้น ทั้งนั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยความสามารถอะไรเลยประเด็นของการ เติบโตขึ้น นั้นอยู่ที่การแสวงหาโอกาสในการเปลี่ยนแปลง
4) อย่าทิ้งอะไรไว้ให้เสียใจภายหลัง คนสูงอายุส่วนใหญ่นั้น ไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไปแล้ว แต่มักจะเสียใจกับสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ คนที่กลัวความตายนั้น มีแต่คนที่ยังมีสิ่งที่ต้องเสียใจค้างอยู่ "
เธอจบการพูดของ เธอด้วยการร้องเพลง "The Rose" อย่างกล้าหาญและเธอได้แนะให้พวกเราทุกคนศึกษาเนื้อร้องของเพลงนั้นและเอาความหมายเหล่านั้นมา ใช้กับชีวิตประจำวันของพวกเรา
เมื่อสิ้นปีการศึกษานั้น โรสได้รับปริญญาที่เธอได้เริ่มฝันไว้เมื่อนานมาแล้ว
หนึ่งสัปดาห์หลังจบการศึกษา โรสจากไปอย่างสงบเธอนอนหลับไปและไม่ตื่นขึ้นอีกเลย นักศึกษากว่าสองพันคนไปร่วมพิธีศพของเธอ เพื่อแสดงความเคารพ ต่อหญิงชราผู้วิเศษ
ผู้ได้สอนให้พวกเขาได้รู้ ด้วยการทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า .......ไม่มีคำว่าสายเกินไป ที่จะเป็นทุกสิ่งที่คุณสามารถเป็นได้
เมื่อคุณอ่านเรื่องนี้จบลง กรุณาส่ง คำแนะนำอันดีเยี่ยมนี้ต่อให้กับเพื่อนและครอบครัวของคุณ พวกเขาคงจะชอบมัน
เรื่องราวเหล่านี้ส่งต่อกันมาเพื่อระลึกถึงหญิงชราที่ชื่อ โรส

จงจำไว้ว่า
"การแก่ขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่การเติบโตขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่เราเลือกได้เราอยู่ได้ด้วยสิ่งที่เราได้รับ แต่เราจะมีชีวิตอยู่เพราะสิ่งที่เราให้ไป"

2551-08-20

"ทำไมต้องยอมแพ้"

ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ ตอนอายุ 4 ขวบ
ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
ชายคน นั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
ชายคนนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะ แห่งซูริค
ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า "สมองช้าไม่ชอบสังคมและ ล่องลอยอยู่ในความฝันอันโง่เขลาของตัวเองตลอดเวลา

"ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู

---------------------------------------------------------------



ชายคนหนึ่งเคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์
ชายคนนั้น... ลองสมัครใหม่ดูอีกที
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
ชายคนนั้น...พยายาม เป็นครั้งที่สามชายคนนั้น...ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
ชายคนนั้น...ได้ เป็นทหารสมใจ
ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ สองได้สำเร็จ

ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์"ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง
--------------------------------------------------------------



ชายกลุ่มหนึ่งเป็นนักดนตรี
ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ต้ง
ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ ว่า"เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขาและกลุ่มนักดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลัง จะหมดสมัยแล้ว


"ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน
----------------------------------------------------------------

ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับทีมโรงเรียนมัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีมโรงเรียน
ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน"หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก

----------------------------------------------------------------

ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน

ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถ ในการฟังลงเรื่อยๆ

ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี

ชายคน นั้น...ได้ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ชายคน นั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก

-----------------------------------------------------------------



ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมา ตลอด
ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุ แล้ว
ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี


ชายคน นั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ
----------------------------------------------------------------



ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
ชายคนนั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษา ระดับกลางเท่านั้น
ชายคนนั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนใน วิชาเคมี


ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์" ผู้ค้นพบวัคซีนในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า

----------------------------------------------------------------



ชายคนหนึ่งเป็นนักร้อง
ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเลโอ เพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหนเลยแกควร กลับไปขับรถบรรทุก มากกว่า



ชายคนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"
----------------------------------------------------------------



หญิงคนหนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิงคนนั้น...ทำงานให้ กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่
หญิงคนนั้น...เคยโดนผู้อำนวยการบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า"เธอควรไปเรียนด้านเลขาฯหรือไม่ ก็แต่งงานเสียดีกว่า


หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จัก กันในนาม "มาริลีนมอนโร" นั่นเอง
-----------------------------------------------------------------

ชายคนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัครกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ดอันเลื่องชื่อ
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธุรกิจ โคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการศึกษา
ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์ รวมกว่า 44,000 ล้านเหรียญสหรัฐจากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญสหรัฐ

ชายคน นั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุนอัจฉริยะอภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก
----------------------------------------------------------------

ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับ คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้า คอมพิวเตอร์"
ชายคนนั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
ชายคนนั้น...ปัจจุบัน คือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...เคย ถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก

ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่ สาม หรือที่รู้จักกันในนาม"บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์ มหาเศรษฐี อันดับหนึ่งของโลกผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ

--------------------------------------------------------------

"เชื่อว่าทุกคนเคยแพ้
เชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว
แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ ล้มเหลว
คนล้มเหลวคือ...คนที่ล้มเลิกต่างหาก"

ตามหา Aura ในตัวคุณ




ความหมายสีของออร่าคือสีของความคิดและอารมณ์จะมีลักษณะเป็นหมอกไหลปรากฏเป็นหย่อมๆเห็นได้ชัดเจนบริเวณรอบศีรษะและเหนือบ่าวิธีคิดหารังสีออร่าของตัวคุณ เพียงคำนวณตามสูตรนำวัน เดือน ปี ค.ศ. ที่เกิด มาบวกกัน สมมุติว่า เกิดวันที่ 5 เดือนพฤษภาคมค.ศ. 1960ก็นำเลขทั้งหมดมาบวกกันคือ 5 + 5 + 1960 =1970
จากนั้นก็แยกตัวเลขออกมาบวกกันอีกครั้งจะได้เป็น 1 + 9 + 7 + 0 = 17ก็นำมาแยกบวกอีกจนกว่าจะได้เลขตัวเดียวซึ่งก็คือ 1 + 7 = 8
เมื่อได้ผลลัพธ์เป็นเลขตัวเดียวแล้วขอให้ดูว่าตัวเลขที่ได้ตรงกับสีพื้นฐานสีอะไรมีความหมายว่าอย่างไร แต่ถ้าเลขบวกกันแล้วได้ผลเป็น 11 และ 22 ไม่ต้องแยกบวกอีกเพราะเป็นพวกพิเศษกว่าพวกอื่น


คลิ๊กดูเฉลยที่นี่ค่ะ


ลองดูนะคะ ว่าคุณมีAuraสีอะไรกันบ้าง

2551-08-13

พบชายไทย 1 ใน 100 เจ้าโลกโค้งผิดรูป!

ชี้โค้งเกิน 45 องศา เซ็กซ์มีปัญหา ต้องผ่าตัด
แพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง เผย โจ๋ไทยแจ้นแก้ศัลยกรรมจู๋มากสุด เพราะฉีดสารหวังเพิ่มขนาด แต่ติดเชื้อจนเน่า ขณะที่เทรนด์ใหม่จากจีน เจ้าโลกด้วนตัดต่อจากคนตายใส่คนเป็นได้ แต่ยังถกด้านจริยธรรม เตือนตัดต่อเจ้าโลกต้องเอาของรักที่ถูกตัดแช่แข็ง มาให้หมอภายใน 6 ชั่วโมง อวดเทคนิคใหม่ล่าสุดปลูกเนื้อเยื่อเพิ่มขนาดองคชาต ไทยอยู่ระหว่างวิจัย เกาหลี จีน ยุโรปตอนกลางทำแล้ว พบชายไทย 1 คน จาก100 จู๋โค้งงอ ผิดรูป ชี้โค้งเกิน 45องศา เซ็กซ์มีปัญหาต้องผ่าตัดแก้ไข
วันที่ 5 ส.ค.ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ โรงพยาบาลราชวิถี ในการประชุมวิชาการกรมแพทย์ ประจำปี 2551 นพ.ธิติ เชาวนลิขิต แพทย์ประจำงานศัลยกรรมตกแต่ง กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลเลิศสิน กรมการแพทย์ บรรยายเรื่อง เมื่อรยางค์สิ้นสภาพ:การฟื้นฟูองคชาต ว่า ปัญหาอวัยวะเพศชายหรือ องคชาตมีรูปร่างและการทำงานไม่ปกติ ที่มีสาเหตุมาจากการที่อวัยวะเพศเสียหายจากการโดนตัดทิ้ง การติดเชื้อจากการฉีดสารแปลกปลอมที่ทำให้อวัยวะมีขนาดโต การบิด โค้งงอ เอียงผิดรูป การเพิ่มขนาดอวัยวะที่เล็กผิดปกติให้ยาวขึ้น และการสร้างอวัยวะเพศใหม่สำหรับเพศที่ 3 โดยเปลี่ยนจากหญิงเป็นชาย สามารถแก้ไขด้วยการผ่าตัดให้สามารถทำหน้าที่ในการขับถ่ายของเสีย ด้วยการปัสสาวะ และการสืบพันธุ์ได้เป็นปกติ

2551-08-05

แก้นิสัยขี้หึง..ตัวบ่อนทำลายความรัก

ไม่รู้เป็นยังไง แค่เห็นหนุ่มหวานใจทักทายผู้หญิงอื่นก็หงุดหงิด อยากพุ่งเข้าไปฉีกอกนังนั่นให้หายแค้น แบบนี้เขาเรียกว่า อาการขี้หึงจนเลือดขึ้นหน้า ถ้าไม่รีบระงับอาการสติแตกเช่นนี้ เขาอาจเบื่อหน่ายจนหันไปสนใจสาวอื่นจริงๆ...ไม่รู้ด้วยนะ
วิธีขจัดอาการขี้หึงด้วยตัวเอง โปรดคลิ๊กที่นี่

2551-07-30

ช่วยด้วย!!! ฉันเครียดจนตัองไปหาหมอโรคจิต...

“เครียด” ใครๆ ก็เป็นได้ทั้งนั้น คงไม่มีใครที่จะมีความสุข ร่าเริงได้ตลอดเวลา ยิ่งปัญหาการบ้าน การเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคงปลอดภัย รุมเร้าน่าปวดหัวขนาดนี้ บางคนเจอเรื่องเครียดๆ มามากถึงขนาดจิตตกเป็นโรคเครียด ต้องวิ่งไปหาจิตแพทย์ช่วยกันเลยทีเดียว
สำหรับสังคมไทยการตกที่นั่งผู้ป่วยที่ต้องไปพบจิตแพทย์เป็นประจำคงไม่ใช่เรื่องปกติสักเท่าใดนัก ต้องปิดๆ บังๆ ไม่ให้ใครรู้ มิเช่นนั้นอาจจะถูกโยนตำแหน่งอันไม่ทรงเกียรติและถูกแบน ในฐานะ “คนโรคจิตหรือเป็นบ้า” ได้ แต่คุณรู้มั้ยว่าตามประเทศที่เค้าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่เจริญแล้ว การไปพบหรือปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยานับเป็นเรื่องปกติและควรทำมากๆ ยิ่งในประเทศของเราคนที่มักจะต้องไปหาจิตแพทย์บ่อยๆ บางทีก็เป็นคนเก่ง มีฐานะ หน้าที่การงานทางสังคมทั้งนั้น
คราวนี้เรามาดูกันสิว่าคุณเครียดระดับที่ควรจะไปหาจิตแพทย์แล้วหรือยัง? โปรดคลิ๊กที่นี่
เครียดแค่ไหนถึงเกินลิมิตต้องให้หมอช่วยลองสังเกตดูนะ

2551-07-28

พิษร้าย...ยานอนหลับ

เพื่อนที่ทานยานอนหลับ ห่วงนะ ถึงเก็บมาฝาก

และอีกหลายๆท่านคงเคยมีปัญหานอนไม่หลับ มีประสบการณ์การใช้ยานอนหลับกันบ้างนะคะ
และอีกหลายๆ ท่านในกลุ่มนี้เช่นกันที่มีปัญหากับการใช้ยานอนหลับด้วย สำหรับคำถามที่ดิฉันมักได้ยินบ่อยๆ เวลาจ่ายยา เช่น ติดยานอนหลับค่ะ ถ้าไม่ได้กินคือจะนอนไม่ได้เลย เป็นแบบนี้มา 3 ปีแล้ว จะทำยังไงดีค่ะ หรือคุณหมอเปลี่ยนยานอนหลับให้หลายตัวแล้ว แต่ก็ยังนอนไม่หลับอีก มียานอนหลับที่แรงกว่านี้มั้ยค่ะ หรือไม่ได้นอนไม่หลับซะหน่อย แต่ทำไมคุณหมอจ่ายยานอนหลับให้
เรามาทำความรู้จักกับยานอนหลับให้มากขึ้นกว่าเดิมกันดีกว่าค่ะยานอนหลับ คือ ยาที่ออกฤทธิ์ทำให้ง่วงนอนและมักช่วยบรรเทาอาการตึงเครียดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบางท่านที่ไม่มีปัญหานอนไม่หลับ แต่กลับได้รับยานอนหลับมากิน ในขณะที่บางท่านอาจจะรู้สึกเครียด หรือวิตกกังวล ซึ่งยานอนหลับก็สามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้เป็นอย่างดีค่ะทางการแพทย์ถือว่ายากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวังในการใช้เป็นพิเศษซึ่งจะต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยตนเองจากร้านขายยาทั่วไป ดังนั้นในกรณีที่มีการจำหน่ายยากลุ่มนี้โดยไม่มีใบสั่งแพทย์ จะถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ปัจจุบันนี้การใช้ยานอนหลับในการรักษาอาการนอนไม่หลับได้รับความนิยมอย่างสูง และมียานอนหลับในท้องตลาดหลากหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งอาจทำให้หลายท่านเข้าใจว่า การใช้ยานอนหลับเป็นการรักษาอาการนอนไม่หลับ แต่ความจริงแล้วการใช้ยานอนหลับ ไม่ได้รักษาอาการนอนไม่หลับ เพียงแค่ทำให้อาการนอนไม่หลับของท่านทุเลาลงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีมิจฉาชีพบางประเภทที่นำคุณสมบัติของยานอนหลับมาใช้มอมยาเหยื่อ เพื่อล่วงละเมิดทางเพศหรือลักทรัพย์ดังที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์บ่อยๆ โปรดคลิ๊กเพื่ออ่านต่อ

2551-07-22

น้ำมันทอดซ้ำ คนกินป่วยเรื้อรัง คนปรุงอุดมไอน้ำมัน มะเร็งปอดเล่นงาน

ชี้ น้ำมันทอดซ้ำสุดอันตราย คนกินก่อโรคเรื้อรังสารพัด ทั้งหัวใจ มะเร็ง ขณะที่ผู้ขายสูดดมไอน้ำมันส่งผลมะเร็งปอดถามหา พร้อมเผยคนไทยใช้น้ำมันพืชปีละ 8 แสนตัน แนะน้ำมันทอดซ้ำกลับมาทำไบโอดีเซลได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านลิตรต่อปี ด้านกรมวิทย์ จับมือ สสส.อปท.แจกชุดตรวจน้ำมันทอดซ้ำให้รู้กำหนดเวลาเปลี่ยนน้ำมัน 5 แสนชุด สุดเจ๋งไทยคิดเอง ราคาถูกชุดละ 20 บาท ตรวจง่ายใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที รณรงค์ใหญ่โครงการ “ทำดีเพื่อแม่ 12 สิงหา”
(ขอบคุณ Manager Online)
:Thicha Phongpaiboon

2551-07-20

ระวัง! นอนไม่อิ่มเซ็กซ์ถดถอย


มีรายงานออกมาว่า คนอเมริกันจำนวนมากนอนไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดปัญหาครอบครัว การทำงานผิดพลาด หรือแม้กระทั่งละเลยการมีเพศสัมพันธ์!


จากการศึกษาล่าสุดของ National Sleep Foundation พบว่า 75% ของผู้ใหญ่ในอเมริกา มีปัญหาเรื่องการง่วงเหงาหาวนอน เพราะระหว่างที่นอนมักตื่นกลางดึกบ่อย และบางรายมีอาการกรน แต่คนส่วนใหญ่ก็ละเลยที่จะให้ความสนใจในปัญหานี้ริชาร์ด เกลูล่า (Richard Gelula) ผู้บริหารของ National Sleep Foundation บอกว่า “คนครึ่งประเทศนอนหลับดี แต่อีกครึ่งหนึ่งมีปัญหาเรื่องการนอน”


คำถามก็คือ “แล้วจะโทษอะไรดี? และมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร?” จากการสำรวจผู้ใหญ่ 1,500 คน พบว่า 87% จะดูโทรทัศน์ 1 ชั่วโมงก่อนนอน 47% มีเพศสัมพันธ์ก่อนนอน และ 64% อ่านหนังสือก่อนนอน ในจำนวนผู้ตอบแบบสำรวจนั้น มีเพียงส่วนน้อยที่บอกว่า พวกเขานอนหลับสบายตลอดคืน ทำให้สรุปได้ว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่นอนหลับไม่เพียงพอนอกจากนั้น ยังพบข้อมูลอีกว่า เกือบ 1 ใน 4 ของผู้ที่แต่งงานแล้วมีเพศสัมพันธ์กันน้อยลง หรือไม่สนใจในเรื่องนี้เลย เพราะรู้สึกง่วงนอนมากเกินไป ทาง National Sleep Foundation จึงแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรได้รับการนอนอย่างพอเพียง ระหว่าง 7-9 ชั่วโมงในแต่ละคืน ขณะที่ผลการสำรวจพบว่า เวลานอนโดยเฉลี่ยของคนอเมริกันอยู่ที่ 6.9 ชั่วโมงในรายงานยังระบุอีกว่า 60% ของผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะ ยอมรับว่าพวกเขาง่วงนอนระหว่างการขับขี่ และ 4% บอกว่าเคยประสบอุบัติเหตุหรือเกือบจะประสบอุบัติเหตุ เพราะเหนื่อยและง่วงขณะขับรถ เกือบ 30% ของพนักงานรับจ้างบอกว่า เคยทำงานพลาดเพราะความง่วงในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และ 77% บอกว่าคู่นอนมีปัญหาในการนอนและการกรนดร. ไมเออร์ ครีเกอร์ (Dr.Meir Kryger) ผู้อำนวยการของ Sleep Disorders Center ที่ศูนย์วิจัยโรงพยาบาล St.Boniface บอกว่า เมื่อคู่สมรสต้องการจะแยกกันนอน สาเหตุมักเป็นเพราะปัญหาการนอนของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งการกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้าย และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งคู่ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการศึกษาพบอีกว่า มากกว่า 3 ใน 4 ของชาวอเมริกันนอนหลับไม่ดีเลย และมันก็เริ่มส่งผลต่อความสัมพันธ์ของคู่สมรส เพราะพวกเขารู้สึกง่วงเกินกว่าจะมีกิจกรรมใดๆ ก่อนนอน โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ ขณะที่มีเพียง 8% เท่านั้น บอกว่าพวกเขานอนหลับสบายดี และมีเพศสัมพันธ์กันตามปกติรู้อย่างนี้แล้วขอให้ทุกคนนอนหลับอย่างเพียงพอ เพื่อการมีเพศสัมพันธ์อย่างพอเพียง รวมทั้งการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

2551-07-18

The Triangle of Life สามเหลี่ยมชีวิต' วิธีรอดตายจากแผ่นดิน ไหว


สามเหลี่ยมชีวิต'วิธีรอดตายจากแผ่นดินไหว


FROM DOUG COPP'S ARTICLE ON THE 'TRIANGLE OF LIFE'
จากบทความของดัก คอบบ์ เรื่อง 'สามเหลี่ยมชีวิต'

Edited for MAA Safety Committee brief
เรียบเรียงสำหรับการสรุปให้คณะกรรมการด้านความปลอดภัย MAA

My name is Doug Copp.. I am the Rescue Chief and Disaster Manager of the American Rescue Team International (ARTI), the world's most experienced rescue team. The information in this article will save lives in an earthquake.

2551-07-16

ภัยสุขภาพที่ระบาดในหมู่คนทำงานยุคดิจิตอล

ใช้เวลาสำรวจตัวคุณเองสักนิดว่าจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภัยสุขภาพในยุคสังคมดิจิตอลนี้หรือไม่ คุณเป็นผู้หนึ่งที่มักจะปฏิบัติงานโดยอยู่ในอิริยาบถเดิมๆ นานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน คุณเป็นผู้หนึ่งที่นั่งทำงานอยู่กับตัวเลขนานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน คุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องนั่งตรวจและเขียนเอกสารนานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน คุณเป็นผู้หนึ่งที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการทำงานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันขณะที่คุณกำลังอ่านและสำรวจตัวเองอยู่นี้ หากหนึ่งในสี่ข้อข้างต้นตรงกับพฤติกรรมประจำวันของคุณแล้ว คุณนับเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงที่กำลังถูกคุกคามจากภัยร้ายในสำนักงานนั่นเอง
ข้อมูลล่าสุดจัดทำโดยศูนย์ศึกษาและวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างเดือนมกราคม 255 1 ที่ผ่านมานี้ การสำรวจอาการปวดในกลุ่มตัวอย่างคนทำงานออฟฟิศ หญิงและชาย ในจำนวน 413 คน (ชาย 183 คน หญิง 230 คน) พบว่า ส่วนใหญ่ทำงานเฉลี่ยเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน และใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ผลการศึกษา แสดงถึงอาการปวดที่เป็นกันมากที่สุด ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา 5 อันดับแรกคือ การปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดเอว และปวดศรีษะ ตามลำดับ โดยอาการปวดคอ มีมากถึง 84% และ ตามด้วยอาการปวดไหล่ 71%อาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อ คอและไหล่ที่กำลังคุกคามกลุ่มคนทำงานออฟฟิศเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ทั้งจากพฤติกรรม อิริยาบถในการทำงาน ลักษณะและสภาพแวดล้อมบริเวณเวิร์ค สเตชั่น รวมไปถึงความเครียดจากการทำงาน หรือทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะอาการดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงจนนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ เกิดเป็นโรคประจำทศวรรษที่ได้ยินกันจนชินหูว่า “Office Syndrome หรือโรคภัยในสถานที่ทำงาน” นั่นเอง สำหรับวิธีการป้องกันและรักษาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณคอและไหล่นั้น สามารถทำได้หลากหลายวิธีตามแต่สาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเวิร์ค สเตชั่นให้เหมาะสม เปลี่ยนอิริยาบถในการทำงานหรือเคลื่อนไหวร่างกายทุก 15-20 นาที ขจัดความเครียดในการทำงาน เพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ การนวด การใช้ความร้อน-เย็นเพื่อให้กล้ามเนื้อยึดหดตัว การออกกำลังกายแบบง่ายๆ ในท่าทางต่างๆ หรืออีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาและต้องการความสะดวก คือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่พัฒนาให้เหมาะสำหรับการบรรเทาปวดบริเวณคอและไหล่ เป็นต้น ดูแลใส่ใจตัวเองสักนิด เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี อย่าให้อาการปวดคอและไหล่แปรสภาพไปเป็นปัญหาที่อาจส่งผลกับสุขภาพ และประสิทธิภาพในการทำงาน

ผ่าตัดกระเพาะ ลดความอ้วน!!

จากสถิติคนไทยเป็น "โรคอ้วน" เฉลี่ยแล้ว 6% ของจำนวนประชากร


ถือเป็นอุบัติการณ์ที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และยังพบว่าเด็กอ้วนเมื่อโตขึ้นก็มีโอกาสเป็นโรคอ้วนได้มากเช่นกันทางการแพทย์ได้ระบุไว้ว่า "ความอ้วน" ถือเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษา
ซึ่งในความหมายทางการแพทย์แล้ว "โรคอ้วน" คือผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 40 กิโลกรัม แต่ใช่ว่าทุกคนที่มีน้ำหนักตัวมากจะเป็นโรคอ้วนคนอ้วนสามารถแบ่งได้หลายระดับ คือ อ้วนปกติ อ้วนน้ำหนักเกิน คนอ้วน คนเป็นโรคอ้วน และซุปเปอร์โรคอ้วน
สุดท้ายซุปเปอร์โรคอ้วนแต่มาวันนี้มีวิธีการลดความอ้วนที่น่าอัศจรรย์อย่างคาดไม่ถึง นั่นคือ การลดความอ้วนด้วยการผ่าตัดกระเพาะอาหารในร่างกายเรื่องจริงเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว โดยมี ธนัท รัตนพันธ์ ชายหนุ่มวัย 29 ปีที่เคยมีน้ำหนักตัวสูงถึง 165 กิโลกรัม ส่วนสูง 174เซนติเมตร ผ่านการลดความอ้วนมาแล้วสารพัดวิธี จนสุดท้ายมาถึงการผ่าตัดกระเพาะ

2551-07-14

โรค Carpal Tunnel Syndrome (CTS)





โรค Carpal Tunnel Syndrome (CTS)

ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้ใช้ที่ข้อมือ หรือการใช้งานข้อมือท่าเดิมๆ ทำให้เกิด พังผืดตรงบริเวณช่องเส้นเอ็น (ตรงข้อมือของคนเราจะมีเส้นเอ็นยึดข้อต่อกระดูกและกล้ามเนื้อรวมทั้งเส้นประสาทวิ่งผ่าน) จะสังเกตได้ง่ายมากสำหรับคนที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ทุกคน จะเป็นพังผืดบริเวณข้อมือ เนื่องจากการใช้เมาส์โดยใช้ ข้ อมือเป็นจุดหมุน หรือแม้แต่กดคีย์บอร์ด ......
CTS เกิดจากการที่เส้นประสาทวิ่งผ่านท่อนแขนจากข้อศอกไปยังข้อมือ ได้รับแรงกดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือเกิดจากพังผืดซึ่งคนเรา มีเป็นปกติที่บริเวณอุโมงค์ข้อมือหนาตัวขึ้น จนไปกดทับเส้นประสาทมีเดียน (median nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ลอดใต้พังผืด นี้ผ่านเข้าไปในอุโมงค์ข้อมือ พบได้ในคนที่ต้องใช้มือหรือข้อมือมากๆในชีวิตประจำวัน ในคนที่มีโรคประจำตัวที่มีผลต่อปลายประสาท เช่น เบาหวาน โรคข้ออักเสบ ในหญิงตั้งครรภ์ระยะใกล้คลอด รวมไปถึงผู้ที่ใช้งานมือและข้อมือติดต่อกันเป็นเวลานานๆ แม้จะเป็นงานเบาๆอย่างเช่นการถักนิตติ้ง ก็เสี่ยงต่อการเกิด CTS ได้ และแน่นอน นักท่องเน็ตหรือผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ก็พบว่าเป้นกันมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั้งเสียวและชาไปทั้งมือ และมันมักจะเป็นตอนนอนหลับกลางคืน ก่อนจะ รุนแรงถึงขั้นปวดร้าวไปทั้งแขน ส่วนอาการอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นกับอีกหลายคนก็คือ มืออ่อนแรงและกล้ามเนื้อหัวแม่มือลีบ เล็กลงเรื่อยๆ
การรักษาเมื่อเป็น CTS มีทั้งแบบให้ยาและผ่าตัด ถ้าเพิ่งเริ่มเป็น แค่อา จจะกินยาแก้ปวดแล้วก็พักข้อมือ หยุดการเคลื่อนไหว อาการก็อาจทุเลาและหายไปได้เอง แต่ถ้าเริ่มปวดมาก ให้กินแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน และแพทย์อาจให้สวมอุปกรณ์ประคองมือเพื่อลดการเคลื่อนไหวของข้อมือ หรือฉีด corticosteroids เข้าอุโมงค์ข้อมือเพื่อลดการอักเสบโดยตรง ส่วนในรายที่เป็นมานานกว่า 6 เดือน อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อรักษาเท่านั้น

Burn-Out Syndrome ภัยเงียบของคนทำงาน

เหนื่อยล้า เพลียทั้งกายและใจเหมือนแบตเตอรี่หมด เพราะทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบไม่ได้สนุสนานกับชีวิต นี่คืออาการของคนที่ทำงานโอเว่อร์ อดีตดารานักเทนนิสชาวเยอรมัน สเตฟฟี่ กราฟ ต้องเลิกเล่นเทนนิสเมื่อเธอมีครอบครัวและลูกๆ ที่ต้องดูแล
ทั้งนี้ผู้หญิงที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาทั้งในบ้านและนอกบ้านมักจะมีความเสี่ยงกับภาวะ Burn-Out Syndrome ได้ง่าย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าทุกคนมีอาการ Burn-Out Syndrome ไม่มากก็น้อย สอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อไขข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่ะ
Q : Burn-Out หมายถึงอะไร
A : หมายถึงการทำงานหนักเกินไป และไม่ได้สัดส่วนกับการพักผ่อนจนเกิดอาการ เช่น สมองไม่แล่น ความจำไม่ดี อ่อนเปลี้ยเพลียแรง นอนไม่หลับเหมือนเครื่องยนต์ที่วิ่งไม่หยุด จนทำให้เครื่องร้อนจนหม้อน้ำเดือด คือถ้าเป็นคนก็หมายถึงหมดไฟ ทำงานจนหมดพลัง ไม่มีประจุเก็บไว้ใช้งานอีก นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เฮร์เบิร์ตเจ ฟรอยเดนเบอร์เกอร์ ได้นำชื่อ Burn-Out มาใช้ในการรักษาทางจิตเวชเมื่อปี 1974 ซึ่งก็คือโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งมักเกิดกับคนที่ตั้งความหวังไว้สูงเกี่ยวกับตัวเองและต้องการความเพอร์เฟ็กต์ จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจ

Q : สัญญาณเริ่มแรกของโรค Burn-Out เป็นอย่างไร
A :รู้สึกเบื่องาน นอนไม่หลับ เครียดไม่มีความสุข ไม่สนุกกับงาน คือต้องแยกจากโรคซึมเศร้าและโรคเครียดซึ่งมีอาการคล้ายๆ กัน แต่มีสาเหตุที่แตกต่างกัน อย่างโรคเครียดก็ต้องมีสาเหตุที่ชัดเจน เช่น เครียดจากเศรษฐกิจ เครียดเรื่องลูก กลัวภรรยาหรือสามีไม่ได้ดังใจ หรือภรรยากลัวสามีไปมีผู้หญิงอื่น หรือผู้ชายอาจหึงหวงภรรยาสาวสวย ลูกเรียนไม่ดีก็ทำให้พ่อแม่กลุ้มใจ
A : ส่วนอาการซึมเศร้าก็จะมีสาเหตุที่ทำให้เศร้าเช่นการสูญเสียไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินเงินทอง หน้าที่การงาน ตำแหน่ง ฯลฯ อีกส่วนหนึ่งของโรคซึมเศร้าก็เกิดจากสารเคมีในสมองผลิตน้อยเกินไปหรือจากกรรมพันธุ์ พอถึงเวลาเป็นก็จะเป็นขึ้นมาส่วนโรค Burn-Out จะเกี่ยวกับการทำงานโอเว่อร์เกินไปใช้เวลาทำงานเยอะเกินไป คือมีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
Q : ทำไมจึงเกิดอาการ Burn-Out ได้
A : เมื่อคนเราทำงานมากกว่าสัดส่วนนี้ได้ คือเราควรทำงานแล้วก็พัก เช่น เวลาทำงานหนึ่งชั่วโมง เราก็ควรใช้สมอง 45 นาที แล้วก็พัก 10-15 นาที สมองก็จะได้พัก ได้ขจัดเมตาบอลิซึ่ม ของเสียต่างๆ ออกไป หมุมเวียนเอาวัตถุดิบเข้ามาใหม่ ควรหมุมเวียนเช่นนี้ทุกๆ ชั่วโมง การงานก็เหมือนกันทั่วโลก เค้าทำงานกัน 5 วัน พัก 2 วัน ในสัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้า Burn-Out นี่มันไม่ได้สัดส่วนที่ควรเป็นตามที่ธรรมชาติต้องการ คือทำงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาหยุดพัก หรือหยุดพักไม่เพียงพอก็จะหมดเรี่ยวแรงหมดพลัง

Q : ถ้าเราปล่อยให้ Burn-Out ไปเรื่อยๆ จะส่งผลอย่างไร
A :ก่อให้เกิดโรคที่เป็นไปได้มากกว่า 100 โรค สุดท้ายก็ก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น โรคเกี่ยวกับหู โรคหัวใจ หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต สัญญาณแรกก็คือหมดพลัง หมดความกระตือรือร้น เฉื่อยชา บางคนอาจเป็นโรคซึมเศร้าตามมาได้ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ความจำแย่ลง ขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย ร่างกายอ่อนเปลี้ย ไม่ค่อยมีแรง นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ประสาทเครียด ความดันโลหิตสูง มีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อสูง ซึ่งส่วนมากคนที่เป็นโรค Burn-Out ก็มักหาทางออกปลอบจิตตัวเองด้วยการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป กินยานอนหลับ กินอาหารมากเกินไป และสูบบุหรี่มากเกินไป
Q : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเริ่มเป็น Burn-Out แล้วนะ
A : เริ่ม รู้สึกว่าการทำงานไม่เหมือนเดิม สมาธิในการทำงานและความตั้งใจในการทำงานต่างๆ ลดลง มีอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่นความจำไม่ดี นอนไม่ค่อยหลับ ซึ่งต้องมีสาเหตุมาจากการทำงานที่โอเว่อร์เกินไป ไม่ได้หมายถึงสาเหตุอื่นๆ

Q : ผู้หญิงไทยก็น่าจะเสี่ยงกับการเป็น Burn-Out Syndrome เพราะต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน วันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ได้หยุด
A : ใช่ ครับ จริงๆ แล้วคนไทยมักมีอาการ Burn-Out โดยไม่รู้ตัว เพราะคนไข้ที่มาพบจิตแพทย์ส่วนใหญ่มักเลยเถิดไปถึงโรคซึมเศร้า แล้วนอกจากนี้ สังคมและวัฒนธรรมไทยมีส่วนทำให้ผู้หญิงต้องยอมรับ ต้องเงียบๆ หัวอ่อน ไม่มีปากเสียง โอกาสจะเข้าข่ายเป็น Burn-Out ก็จะสูง การที่ผู้หญิงต้องแบกภาระมากมาย ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเป็นโรคจิต โรคเครียด โรคประสาทเยอะกว่าผู้ชาย
A : ทางจิตเวชผู้หญิงจึงมีมากกว่าผู้ชายสองเท่า บางโรคสามสี่เท่า ฉะนั้น คนไทยในสังคมเมืองจึงมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงมาก และมักเป็นกับคนวัยทำงานและกับวัฒนธรรมการทำงาน อย่างเช่นในประเทศญี่ปุ่นทำงานกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 2-3 ทุ่ม ด้วยเหตุนี้ ชายญี่ปุ่นจึงเข้าคลับบาร์หรือเล่นเกมหลังเลิกงาน ไม่ตรงกลับบ้านเพราะเครียดกับงานมาก
Q : เราควรรักษาอาการ Burn-Out ของตัวเองอย่างไร
A : ให้ ความสมดุลกับจิตใจ เช่น ตรึกตรองว่าฉันได้พลังมาจากไหนแล้วฉันจะใช้พลังเพื่ออะไรบ้าง คุณภาพชีวิตของฉันเป็นอย่างไร ระหว่าง 0 (แย่มาก) และ10 (ดีมาก) ปัจจัยใดที่ก่อให้เกิดความเครียดแล้ว ฉันจะหลีกเลี่ยงความเครียดได้อย่างไร ฉันใช้จ่ายเงินอย่างไร จุดมุ่งหมายก็คือการมีความสุขในชีวิตมากขึ้น เราควรใส่ใจกับร่างกายและจิตใจของตัวเอง
A : ข้อ แนะนำก็คือ การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เช่น จ๊อกกิ้งหรือขี่จักรยาน หรืออกกำลังกายกับหมู่คน เช่น เล่นวอลเลย์บอลและเทคนิคการผ่อนคลายอื่นๆ หรือการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ
Q : แล้วจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากจิตแพทย์หรือไม่
A : จริงๆ แล้วไม่จำเป็นก็ได้ แต่การได้พูดคุยกับจิตแพทย์ก็จะช่วยทำให้มองเห็นการแก้ปัญหาของตัวองได้ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเริ่มที่สมอง สิ่งสำคัญก็คืออย่าให้ขาดอารมณ์ขัน พึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่มีความหวังกับอดีต แต่มีความหวังกับอนาคตเท่านั้น
ข้อมูลจาก Lisa Weekly ฉบับวันที่ 2 เมษายน 2551

2551-07-13

Quiz #1 (ฐานข้อมูลเบื้องต้น) กลุ่มที่ 2

เรียนอาจารย์พีรพรที่เคารพ






<<<<<<<<<<(คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยายค่ะ)>>>>>>>>>>>>ER_Model ที่ทำแนบมาค่ะ





Entity ทั้ง 5 ที่สนใจนำเสนอรายงานมานี้ อธิบายรายละเอียดได้ดังนี้ค่ะ

Entity Student (student_Id, FirstName, LastName)

Student _Id (PK)
ประกอบไปด้วย คุณสมบัติของ รหัสนักเรียน, ชื่อ, นามสกุล
ซึ่ง รหัสนักเรียน เป็น Primary Key (PK) ซึ่งจะไม่ซ้ำกัน


ทั้งนี้ Entity Student นั้น มีGroup มาเป็น FK (ความสัมพันธ์ “belong” นั่นคือนักเรียนต้องมีกลุ่มอยู่ )
และที่Entity Group มี Teacher_Id อยู่เพราะ “supervises” หมายความว่า อาจารย์สามารถเป็นที่ปรึกษาได้มากกว่า 1 กลุ่ม

Entity Group

Group_Id (PK ) (Grop_Id, Name)ของ Group คือรหัสหลักของกลุ่ม
2 Entity นี้มีความสัมพันธ์ “belong” เป็นความสัมพันธ์แบบ Many to One(n to 1)
นักเรียนหลายคนอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้ แต่นักเรียนอยู่ได้เพียงกลุ่มเดียว
“belong” คือนักเรียนเป็นสมาชิกของกลุ่มได้เพียงกลุ่มเดียว
โดยมี Teacher “supervises” Group
ครูสามารถดูแลกลุ่ม และสอนวิชาได้ มากกว่า 1 กลุ่มและวิชา

Entity Mark(คะแนน) Candidate Key มีอยู่ในตาราง
Mark_Id(PK) , Date 2 attributes นี้ รวมกันเป็น PK
Entity Subject

Subject_Id PK นั้นเพื่อบอกให้รู้ว่าใครสอน “supervises”
เช่น อาจารย์ที่รหัส 2 สอนสองวิชา English and Thai

Entity Teacher

Teacher_Id(PK) พร้อมทั้ง ชื่อและนามสกุลของ อาจารย์


Entity Mark

Mark_Id (PK)เอาไว้เก็บคะแนนสอบแบบง่ายที่สุด
คือเก็บรหัสนักเรียน กับรหัสอาจารย์ เพื่อบอกว่า คะแนนวิชานี้ของใคร
แล้วใครตรวจ (จากความสัมพันธ์ “gives”)

ยกตัวอย่างเช่น
Teacher_Id (1) gives Student_Id(1) for Mark_Id (1) on Date (29/01/2008) with Mark 80
= John Barns ให้คะแนน David Beckham
สำหรับ รหัสการให้คะแนนที่ 1 วันที่ 29 มกราคม 2008 80 คะแนน


รายชื่อผู้จัดทำ
501 04 5007 นางสาว ศวิตา ประจวบแสง
501 04 5010 นาง วราพร เพ็ชรแสง
501 04 5012 นางสาว จิตติมา โประชู
501 04 5017 นายเสกสรร อัครวนาธร
501 04 5039 นางสาว วันเพ็ญ นิลนารถ
501 04 5043 นายกานต์เสถียร จงธรรมคุณ
501 04 5045 นายสุรพงษ์ สวัสดี

2551-07-10

Quiz 1 : (ฐานข้อมูลเบื้องต้น) กลุ่มที่ 1




นนทิชัย ดวงดารา 501-04-5020

น้อม ฉิมคล้าย 501-04-5002

อิสระพงศ์ ปัญจะรัศมี 501-04-5009

กรรณิกา บุญสุข 501-04-5005
ฐิตชา ผ่องไพบูลย์ 501-04-5017

ก สิริธัญญ์ บุญรักษ์ 501-04-5029
สุขกมล ทรัพย์ดีมงคล 501-04-5032

2551-07-04

8 นาที..โยคะบนที่นอน


ปกติแล้วการออกกำลังกายก่อนนอนจะทำให้ร่างกายตื่นตัวและนอนไม่หลับ แต่ Exercise Issue ฉบับนี้ ขอประเดิมการกลับมาอีกครั้ง ด้วยโยคะ 5 ท่า เพื่อการนอนหลับสนิทแสนสบาย ทำง่ายในเวลาเพียง 8 นาที ที่สำคัญคือทำบนเตียงนอนก็ได้ ทำเสร็จก็หลับปุ๋ยไปได้เลยค่ะ

นาทีที่ 1-2 ด้วยการนอนยกขาขึ้นตั้งฉากกับพื้น ขยับตัวให้ขาและสะโพกแนบชิดกับผนัง หงายฝ่ามือขึ้น อยู่ในท่านี้จนรู้สึกว่าขาและแผ่นหลังเริ่มตึง

นาทีที่ 3 ด้วยการนั่งขัดสมาธิบนที่นอน วางมือขวาไว้บนหัวเข่าซ้าย หันหน้าและบิดลำตัวไปพร้อมๆ กับวาดมือซ้ายไปท้าวไว้ด้านหลังสะโพก แขนเหยียดตรง ทอดสายตามองข้ามหัวไหล่ หายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก ทำสลับอีกข้าง

นาทีที่ 4-5 เริ่มต้นจากท่าศพ คือ นอนหงาย กางขาออกช่วงห่างประมาณความกว้างของไหล่ กางแขนออกจากลำตัวเล็กน้อย หงายฝ่ามือขึ้น ปล่อยตัวตามสบาย จากนั้นงอเข่าเข้ามาเล็กน้อยจนฝ่าเท้าประกบกันได้ หากรู้สึกเมื่อยขาให้นำหมอนมารองใต้เข่าทั้งสองข้าง

นาทีที่ 6-7 นั่งบนฝ่าเท้า ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ ค่อยๆ โน้มตัวลงจนหน้าผากจรดที่นอน ให้หน้าอกชิดกับหัวเข่ามากที่สุด แขนทั้งสองเหยียดตรง หายใจเข้าและออกช้าๆ

นาทีที่ 8 นอนหงาย ปลายเท้าชิด งอเข่าทั้งสองข้างขึ้นให้ปลายเท้าไขว้เข้าหากัน เอามือกอดเข่าดึงให้เข้ามาชิดหน้าอกมากที่สุด พยายามเกร็งตัวขึ้น แล้วโยกตัวไปมาเพื่อนวดกระดูกสันหลัง ทำต่อเนื่องจนครบนาที จากนั้นนอนลงแล้วค่อยๆ กางแขนขาออกอยู่ในท่าศพ ผ่อนลมหายใจจนกระทั่งหลับไป
โยคะ 8 นาทีนี้ นอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายแล้ว การหายใจเข้าและออกเป็นจังหวะช้าๆ ยังช่วยขจัดความคิดฟุ้งซ่านและปรับสภาพจิตใจให้เกิดสมดุล คุณจึงนอนหลับสนิทได้ทั้งตลอดคืนค่ะ

มีเรื่องชวนขนลุกมาฝากค่ะ บรื๋อออ...

มีเรื่องชวนขนลุกมาฝากค่ะ บรื๋อออ...
คลิ๊กที่ข้อความเพื่อดูภาพจะๆ

ทีมอัพเดตบล็อก